แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศีลเจพจต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศีลเจพจต แสดงบทความทั้งหมด

ศีล เจ พรต


คำนำ

บทที่ ๑ กำเนิดของศีลการไม่เบียดเบียน
บทที่ ๒ หลักของการไม่เบียดเบียน
บทที่ ๓ องค์ประกอบและอานิสงส์ของศีลเจพรต
บทที่ ๔ การเบียดเบียนสัตว์ใหญ่และสัตว์เล็กเป็นอาหาร

บทที่ ๕ การบริโภค นม - เนย - ไข่ ในศีลเจพรต

บทที่ ๖ การบิดเบือนของศีลเจพรต

บทที่ ๗ การถือพรหมจรรย์ในศีลเจพรตและการถือศีล ๙

บทที่ ๘ หลักการทำสมาธิและอานิสงส์การทำสมาธิตามแนวของพระมหาโพธิสัตว์

บทที่ ๙ กำเนิดศาลฟ้าดิน
บทที่ ๑๐ การพักกรรมแบบมหายาน

บทที่ ๑๑ การอุทิศอานิสงส์บุญกุศล

บทสรุป

บทสรุป

บทสรุป

พระมหาโพธิสัตว์บัญญัติห้ามการบริโภคสิ่งมีชีวิต มีเลือดเนื้อ และมีวิญญาณ แต่มนุษย์บางหมู่เหล่ากลับถือว่าผักบางชนิดที่มีกลิ่นคาว หรือทำให้เกิดความกำหนัด เป็นสิ่งต้องห้ามของผู้ถือศีลเจพรต ฉะนั้น ฆราวาสทั้งหลายจงทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่าสิ่งเหล่านี้มิได้อยู่ในข้อบัญญัติของศีลเจพรต เพราะตามกฎเกณฑ์ของพระมหาโพธิสัตว์ที่ได้มีขึ้นเป็นเวลานานมาแล้วนั้น มิได้บัญญัติรวมถึงผักที่มีกลิ่นคาว
พระมหาโพธิสัตว์ต้องการให้มนุษย์เราได้พิจารณาถึงชีวิตของสัตว์น้อยใหญ่ ที่มนุษย์เราจะนำมาประกอบเป็นอาหาร ควรที่จะบริโภคด้วยความสำรวม และไม่เลือกรสชาติ แต่เป็นเพียงการบริโภค เพื่อบรรเทาความหิวโหย ที่ร่างกายของมนุษย์เป็นปุถุชนยังต้องการอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีพและร่างกาย เพราะ อาหารที่ปราศจากการเบียดเบียน ก็สามารถช่วยให้มนุษย์ผู้เป็นสัตว์อันประเสิรฐดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างผาสุข หากรู้จักการบริโภคแต่เพียงพอ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์
มนุษย์บางส่วนกลับถือว่าการเบียดเบียนสัตว์นั่นแหละเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผู้ที่ยึดอยู่กับการไม่เบียดเบียนกลับถูกตำหนิว่าเป็นผู้ที่คร่ำครึก ล้าสมัย ไม่ทันต่อเหตุการณ์ ถ้าหากว่ามนุษย์เรามีจิตเมตตา มีปัญญาที่ละเอียดอ่อนเพื่อพิจารณาให้ลึกซึ้ง ก็จะเห็นว่า ผู้ที่เบียดเบียนเนื้อสัตว์ต่างๆ นานานั้น เปรียบเสมือนกับพญายักษ์ เพราะจะมีแต่ความโลภโมโทสันต์ไม่มีสิ้นสุด มีแต่ความอิจฉาริษยา มีแต่การจองล้างจองผลาญไปทุกๆ ชาติ จนเกิดเป็นเจ้ากรรมนายเวรผูกพันจิตใจในการที่จะประหัตประหารกันไม่มีวันสิ้นสุด เพราะหากมีมากขึ้นมากขึ้น ก็เปรียบเสมือนไฟที่ชนะน้ำ หากมนุษย์เราเปรียบเสมือนน้ำ คือรู้จักการบริโภคอาหารที่ไม่เบียดเบียนมากขึ้นมากขึ้น น้ำก็ย่อมชนะไฟได้ ฉันใดฉันนั้น
ผู้มีวิบากกรรมทั้งหลายที่ต้องเกิดมาชดใช้หนี้กรรมกันในชาตินี้ แต่มีจิตใจเป็นกุศล โดย การหมั่นสร้างอานิสงส์บุญกุศล และอยู่ในศีลเจพรต เป็นเครื่องแสดงถึงผู้ที่รู้ผิดรู้ชอบ หากมีความอดทน และต้องการที่จะชดใช้กรรมให้หมดสิ้นกันไป ก็ ควรจะเพียรหมั่นสะสมสร้างแต่กรรมดีให้มากๆ เพื่อให้กรรมชั่วนั้นตามไม่ทันกรรมดีที่เราสร้างขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า กรรมดีส่วนกรรมดี กรรมชั่วส่วนกรรมชั่ว
เมื่อเรามีกรรมอย่างใดมากกว่า ก็ย่อมมีโอกาสที่จะได้เสวยกรรมนั้นก่อน และมีโอกาสที่จะนำกรรมดีมาผ่อนปรนใช้หนี้กรรมในทางที่ถูกต้อง โดยการเจรจาขอร้องต่อเจ้ากรรมนายเวร เพื่อให้มีความยินยอมพร้อมใจที่จะอโหสิกรรมกันทั้งสองฝ่าย หรือมีการขอพักกรรม โดยการอธิษฐานขอต่อ เสด็จพ่อฟ้า เสด็จแม่ดิน และ พระมหาโพธิสัตว์ จึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องในการที่จะผ่อนใช้ เพื่อลบล้างหนี้กรรมให้หมดสิ้นไปซึ่งกันและกัน

การที่เราถือศีลเจพรต แสดงว่าเราเป็นผู้มีเมตตาเป็นที่ตั้ง เพื่อละจากการเบียดเบียน โดยเอาจิตเราใส่จิตเขา เขาทุกข์ก็จงคิดว่าเราทุกข์ หากจิตเราเป็นสุข เอาสุขนั้นเข้าสู่จิตผู้อื่น ผู้อื่นย่อมเกิดสุขแน่ สิ่งที่จะได้รับตอบแทน คือสุขนั้นย้อนเข้าสู่จิตของเรา หากเมตตาของเราสูงขึ้น ก็ย่อมต้องเกิดผลดีทุกๆ ด้าน ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม สัมมาอาชีพก็ย่อมเกิดผลเจริญงอกงาม และทางครอบครัวก็ย่อมเกิดความอุดมสุข อีกทั้งด้านการประพฤติปฏิบัติธรรมก็ย่อมเกิดผลดีนำจิตเข้าสู่สุขบรมสุข อย่างแน่นอน
ผู้อ่านทั้งหลายจงพิจารณาเถิดว่า วัตถุนั้นเจริญสุดขีดแล้ว ก็ย่อมเสื่อมสลายลงได้ ฉะนั้น การที่เราเป็นพุทธบริษัทก็ควรยึดมั่น และปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนการยึดในศีลการไม่เบียดเบียนของพระมหาโพธิสัตว์ โลกนี้จะเกิดสันติสุข โลกนี้จะน่าอยู่อาศัยมากกว่าปัจจุบัน และจะเป็นการพาจิตวิญญาณของเราก้าวสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง.

บทที่ ๑๑ การอุทิศอานิสงส์บุญกุศล

บทที่ ๑๑ การอุทิศอานิสงส์บุญกุศล

คำว่า “กุศล” หมายถึง “บุญ” หรือ “กรรมดี” และคำว่า “อุทิศ” หมายถึง “การให้” ดังนั้น การอุทิศอานิสงส์บุญกุศลในที่นี้จึงหมายถึงการตั้งจิตอุทิศบุญกุศลที่เกิดจากผลของกรรมดี ที่ได้มีการกระทำตามสัจจะวาจาของตนเองที่ได้ให้ไว้ต่อ “เสด็จพ่อฟ้า เสด็จแม่ดิน” และ “พระมหาโพธิสัตว์” เพื่อเป็นการชดใช้หนี้กรรมต่อท่านเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายให้อโหสิกรรมต่อกัน และเลิกจากการอาฆาตพยาบาทจองเวรซึ่งกันและกัน ซึ่งเราสามารถที่จะตั้งจิตอุทิศอานิสงส์ผลบุญที่เกิดจากการกระทำของตัวเราเองได้ ๓ วิธีคือ
๑.) การกรวดน้ำ คือ การตั้งใจอย่างแน่วแน่เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับท่านเจ้ากรรมนายเวร ด้วยการหลั่งรินน้ำที่สะอาดเป็นเครื่องหมาย และเป็นเครื่องรวมกระแสจิตเพื่ออุทิศอานิสงส์ผลบุญให้ตกสู่ท่านเจ้ากรรมนายเวร และนำน้ำที่กรวดไปเทลงที่ให้ต้นไม้ใหญ่ โดยอธิษฐานขอต่อพระแม่ธรณี เพื่อการนำอานิสงส์ผลบุญไปสู่เจ้ากรรมนายเวรอีกต่อหนึ่ง
๒.) การจุดธูปบอกกล่าว คือ การตั้งจิตอธิษฐานโดยใช้ธูปเป็นสื่อในการบอกกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อการเมตตานำอานิสงส์บุญกุศลไปสู่ท่านเจ้ากรรมนายเวร หรือหากมีจิตใจที่มั่นคงก็สามารถตั้งจิตบอกกล่าว เพื่ออุทิศอานิสงส์บุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรโดยตรง
๓.) การนั่งปฏิบัติสมาธิ คือ การนำผลของการทำสมาธิให้จิตเกิดความสงบ ที่ก่อเกิดเป็นพลังของกระแสจิตที่แน่วแน่ และสามารถที่จะอุทิศอานิสงส์บุญกุศลให้กับท่านเจ้ากรรมนายเวรได้โดยตรงอีกทางหนึ่ง

( ตัวอย่างการกล่าวอุทิศอานิสงส์บุญกุศล )
“ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอุทิศอานิสงส์บุญกุศลที่ก่อเกิดจากการกระทำตามสัจจะที่ตั้งไว้ เพื่อเป็นการชดใช้หนี้กรรมให้กับเหล่าท่านเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าเคยล่วงเกินด้วยกาย วาจา ใจ ทั้งในอดีตและในชาติปัจจุบันโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนเกิดเป็นหนี้กรรมซึ่งกันและกัน
ขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนารับอานิสงส์บุญกุศลในครั้งนี้ และได้โปรดอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า และขออย่าได้จองเวรซึ่งกันและกันสืบต่อไป โดยขอตั้งจิตอุทิศกุศลผลบุญของข้าพเจ้าทุกๆ ครั้ง และทุกๆ ด้านให้แก่ท่านทั้งหลาย เพื่อให้หมดหนี้กรรมต่อกัน”
หมายเหตุ ๑.) ในกรณีที่อุทิศส่วนกุศลเฉพาะตนเอง ให้ตั้งจิตอธิษฐานกล่าวคำอุทิศในใจทั้ง ๓ วิธี
๒.) ในกรณีที่อุทิศส่วนกุศลเป็นหมู่คณะ ก็ให้กระทำตามวิธีที่ ๑ คือการกรวดน้ำ โดยให้นำน้ำสะอาดใส่ขันแล้ววางไว้ข้างหน้าหรือตรงกลางหมู่คณะ แล้วคล้องสายสิญจน์จากขันน้ำโยงมาให้ทุกผู้จับไว้ และให้มีผู้ที่นำกล่าวอุทิศส่วนกุศลตามตัวอย่างข้างต้น โดยให้ทุกๆ ผู้ ตั้งจิตอธิษฐานตามด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่ หรือไม่วอกแวก

บทที่ ๑๐ การพักกรรมแบบมหายาน

บทที่ ๑๐ การพักกรรมแบบมหายาน

พระพุทธองค์ ได้ทรงแสดงธรรมไว้อย่างละเอียดว่า “หากมนุษย์มีความสุขอยู่ในทรัพย์สมบัติ หรือสิ่งที่ตนรักและหวงแหนก็ดี ก็จงอย่ามัวหลงเพลิดเพลินอยู่ในความสุขนั้นมากจนเกินไป แต่ควรหาโอกาสสะสมสร้างบุญกุศลกันต่อไปอีก เพื่อเป็นทุนรอนในการที่ชะตาชีวิตจะหมุนไปสู่ทุกข์ตามกฏแห่งกรรม ที่ตนเองเป็นผู้ก่อขึ้นทั้งในอดีตชาติ และ ชาติปัจจุบัน”
พระองค์จึงทรง สอนในเรื่องทุกข์ ให้รู้ถึงบ่อเกิดแห่งทุกข์ ให้รู้ถึงการกระทำของตนเองที่ผ่านมา และอย่ามัวไปโทษว่าเป็นความผิดของผู้ใด หรือสิ่งใดทั้งสิ้น เพราะหลักของพุทธศาสนา ต้องการให้ทุกๆ ผู้เรียนรู้ด้วยตัวของตนเองและพิจารณาตัวของตัวเอง มิใช่ที่จะมัวแต่ไปพิจารณาผู้อื่น ทั้งนี้เพื่อให้รู้ว่าตนเองนั้นยังมีกิเลสครอบงำอยู่หลายประการที่ควรพิจารณาสะสางให้หมดไป
นอกจากนั้น พุทธศาสนายังสอนให้พิจารณาถึง “ธรรม” และ “ตัวกระทำ” ว่าควรจะประพฤติปฏิบัติอย่างไรเพื่อต่อสู้กับวิบากกรรมต่างๆ และให้มีการกระทำที่เป็น การชำระล้างตนเองจากเจ้ากรรมนายเวร ที่มีความอาฆาตพยาบาทและตามจองล้างจองผลาญ อันเป็นหนี้กรรมที่ผูกพันกันมา และต้องชดใช้กันไปทุกภพทุกชาติจนกว่าจะหมดหนี้กรรมซึ่งกันและกัน
ดังนั้น พุทธศาสนาจึงสอน ให้มีการทำบุญกุศลเพื่อชดใช้ให้หมดไปทีละเล็กละน้อย จึงจะนับว่าเป็นผู้ที่อยู่ในพุทธศาสนาที่ถูกต้อง ทั้งนี้ก็เพราะเหล่า เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายเป็นต้นเหตุให้มนุษย์มีความทุกข์กาย และทุกข์ใจ อยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในครอบครัว ในสัมมาอาชีพ สุขภาพร่างกาย หรือสภาพจิตใจ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือทำให้ เป็นอุปสรรคต่อการประพฤติปฏิบัติธรรม ซึ่งล้วนแล้วมีต้นเหตุมาจากวิบากกรรม ที่เกิดจากการกระทำของตนเองต่อเหล่าเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายที่ผ่านมาในอดีตทั้งสิ้น
พระมหาโพธิสัตว์พระแม่กวนอิม เป็นผู้บัญญัติ “ศีลเจพรต” ในการไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันไว้ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล และอธิษฐานจิตอยู่คู่โลก เพื่อช่วยเหลือมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ตกทุกข์ได้ยาก โดยการ ตั้งจิตอธิษฐานอย่างแรงกล้าตั้งแต่ครั้งก่อนพุทธกาล เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ทั้งหลายที่ยึดมั่นอยู่ในศีลธรรม ตลอดจนผู้ที่สามารถรำลึกถึงบาปที่ตนเองได้ทำไว้ เพื่อให้มนุษย์ทุกผู้ได้ขอพรต่อพระองค์
พุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ต้องการจะช่วยมนุษย์ที่รู้สึกตัวว่าเคยประพฤติตนนอกลู่นอกทาง จนมีแต่วิบากกรรมนำมาเกิดในชาติปัจจุบัน และมีจิตใต้สำนึกในการหมั่นบำเพ็ญเพียรสร้างบุญกุศล และประพฤติตนอยู่ในศีลเจพรต อันจะเป็นการผ่อนปรนให้กรรมหนักนั้นเบาบางลง และค่อยๆ ชดใช้กรรมทีละเล็กละน้อย
หากท่านผู้อ่านมีจิตสำนึกถึงบาปบุญคุณโทษดังที่ได้กล่าวมาแล้ว หรือต้องการที่จะมีส่วนช่วยเหลือบรรพบุรุษหรือผู้มีพระคุณเพื่อการชดใช้หนี้กรรม โดยการขอพักกรรมต่อเหล่าท่านเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ก็ควรที่จะตั้งจิตอธิษฐานขอพรต่อพระมหาโพธิสัตว์ และปฏิบัติตนอยู่บนหลักใหญ่ๆ คือ
๑.) เป็นผู้ที่เชื่อในเรื่องของกรรมดีกรรมชั่วใน “กฎแห่งกรรม” ตามคำสอนของพระพุทธองค์
๒.) เป็นผู้ที่มีความเข้าใจในเรื่องของ “ศีลเจพรต” ในด้านการไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การละเว้นจากการบริโภคเนื้อโคและกระบือ
๓.) เป็นผู้ที่ประพฤติตนอยู่ใน พรหมวิหาร ๔ และยึดมั่นในสัจจะของตนที่จะละจากความชั่วสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ตนยังมีความบกพร่องอยู่

การเตรียมเครื่องสักการะบูชาของพระธรรมชาติ
๑.) ส้ม ๔ ผล
๒.) ดอกบัว ๙ ดอก
๓.) ธูป ๙ ดอก
๔.) เทียนขาว ๑ คู่
๕.) กิมฮวย อั้งติ๊ว ๑ ชุด ( ใช้แทนบายศรีของไทย - มีจำหน่ายตามร้านสังฆภัณฑ์ )
๖.) หมากพลู - จันอับ ๑ ชุด
๗.) น้ำเปล่า - น้ำชา อย่างละ ๒ ถ้วย
หมายเหตุ รายการที่ ๖ และ ๗ นั้น อาจยกเว้นได้ตามความเหมาะสม

การตั้งจิตอธิษฐานขอพักกรรม
๑.) กราบนมัสการ ๓ ครั้ง
๒.) กล่าวคำภาวนาบทสวด
“พระอิติสุขะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ พระปฐวีคงคา นะมา มิหัง ( ๒ จบ )
พระอิติสุขะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ พระปฐวีคงคา ขะมา มิหัง ( ๑ จบ )”
๓.) ระลึกถึงบาปกรรมที่ตนเองได้เคยกระทำผิดพลาดไว้ในอดีต และให้มีจิตสำนึกถึงผลของการกระทำนั้นๆ เพื่อการขอขมาต่อเจ้ากรรมนายเวร ( หากเป็นการกระทำให้ญาติสนิทหรือผู้มีพระคุณ ก็ให้ตั้งจิตบอกกล่าวว่ามาขอพักกรรมแทน.....เช่นบิดา...มารดา....ผู้มีความเกี่ยวข้อง....หรือผู้มีพระคุณ )
๔.) ตั้งจิตอธิษฐานกล่าวถวายเครื่องสักการะบูชา
“ข้าพุทธเจ้าขอน้อมนำเครื่องสักการะบูชาที่ได้จัดเตรียมทั้งหมดถวายต่อเสด็จพ่อฟ้า เสด็จแม่ดิน ทั้ง ๒ พระองค์ ขอได้โปรดเมตตารับการถวายจากข้าพุทธเจ้าด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”
๕.) ตั้งจิตอธิฐานขอพักกรรมต่อเสด็จพ่อฟ้าเสด็จแม่ดิน โดยให้สัจจะว่าจะละจากการกระทำในสิ่งที่ไม่ดีอย่างใดอย่างหนึ่งที่ตนเองยังมีความบกพร่อง หรือยังผิดพลาดอยู่ เช่น.
· การรักษาศีล ๕ ของพระพุทธองค์
· หรือ การรักษาศีลเจพรตของพระมหาโพธิสัตว์
· หรือ สิ่งอื่นใดที่เป็นการลดละการกระทำไม่ดีต่างๆ ของตนเอง
( ตัวอย่างการกล่าวอธิษฐาน )
“ข้าพุทธเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานเพื่อการขอพักกรรมของข้าพเจ้า ( หรือบิดา มารดา ญาติสนิท ผู้มีพระคุณ หรือผู้ที่อยู่ในครอบครัว ) ในเรื่องของ........ ( ตามความทุกข์ยากที่เป็นอยู่ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพร่างกายหรือจิตใจ )
โดยขอให้สัจจะว่าจะละจากการกระทำที่ไม่ดีในด้าน..........( หรือให้สัจจะว่าจะปฏิบัติตนที่ไม่เป็นการเบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่น เช่น การรักษาศีล ๕ ของพระพุทธองค์ หรือการรักษาศีลเจพรตของพระมหาโพธิสัตว์ โดยการละจากการบริโภคเนื้อโค กระบือ หรือจะกินเจเป็นเวลาอย่างน้อย ๓ วันติดต่อเป็นต้น หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นการลดละการ กระทำที่ไม่ดีต่างๆ ของตนเอง )
ซึ่งทั้งนี้ จะขอตั้งจิตอุทิศบุญกุศลที่ก่อเกิดจากการกระทำตามสัจจะที่ให้ไว้นี้ ต่อเหล่าท่านเจ้ากรรมนายเวรของตนเอง หรือบิดา มารดา หรือผู้มีพระคุณ เพื่อเป็นการผ่อนใช้หนี้กรรมที่มีต่อกันให้หมดสิ้นกันไป
ขอเสด็จพ่อฟ้าเสด็จแม่ดินได้โปรดเมตตาและประทานพระพรพระบารมีแก่ข้าพุทธเจ้าตามที่ทรงเห็นสมควรด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”
๖) กราบนมัสการ ๓ ครั้ง

วิธีการตั้งจิตอธิษฐานขอต่อพระมหาโพธิสัตว์เพื่อการผ่อนใช้กรรมหรือขอพักกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร (กระทำต่อเนื่องจากการกล่าวต่อเสด็จพ่อฟ้า เสด็จแม่ดิน)
การเตรียมเครื่องสักการะบูชาอันประกอบด้วย
๑.) ผลไม้ ๓ , ๕ , ๗ หรือ ๙ อย่าง
๒.) ดอกบัว ๙ ดอก
๓.) น้ำเปล่า-น้ำชา อย่างละ ๑ ถ้วย
๔.) ธูป ๙ ดอก
๕.) เทียนขาว ๑ คู่
การตั้งจิตอธิษฐานขอพักกรรม
๑.) กราบบูชาพระรัตนตรัย ๓ ครั้ง
๒.) ระลึกถึงบาปกรรมที่ตนเองได้เคยกระทำผิดพลาดไว้ในอดีตที่ผ่านมา และให้มีจิตสำนึกถึงผลกรรมของการกระทำนั้นๆ เพื่อการขอขมาต่อเจ้ากรรมนายเวร
๓.) ภาวนาบทสวดดังต่อไปนี้
“พระอิติสุคะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ พระปฐวีคงคา นะมา มิหัง” ( ๒ จบ )
“พระอิติสุคะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ พระปฐวีคงคา ขะมา มิหัง” ( ๑ จบ )
๔.) ตั้งจิตอธิษฐานเพื่อการให้สัจจะต่อ “ตนเอง” และต่อ “พระมหาโพธิสัตว์” เพื่อการละจากความชั่ว หรือการกระทำในสิ่งไม่ดีที่ตนเองยังมีความบกพร่อง หรือยังมีการกระทำที่ผิดพลาดอยู่ เช่น
ก. ประพฤติตนให้อยู่ใน “ศีล ๕” ของพระพุทธองค์ ตามที่สามารถปฏิบัติได้
ข. เริ่มต้นปฏิบัติตนอยู่ใน “ศีลเจ” ของพระมหาโพธิสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละจากการบริโภคเนื้อโค กระบือ
ค. รักษา พรหมวิหาร ๔ โดยละจากการกระทำสิ่งใดๆ ที่เป็นการเบียดเบียนตนเอง หรือเบียดเบียนผู้อื่น เป็นต้น
๕.) ตั้งจิตอธิษฐานขอพรต่อพระมหาโพธิสัตว์ เพื่อขอพระเมตตาบารมีในการเป็นสักขีพยาน ว่าจะค่อยๆ ผ่อนปรนในการใช้หนี้กรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร และขอพระพรเพิ่มเติม พื่ออุทิศอานิสงส์บุญกุศลที่เกิดจากการกระทำที่ตนเองได้ให้สัจจะไว้แล้วในการชดใช้หนี้กรรมต่อเหล่าเจ้ากรรมนายเวร เพื่ออโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
( ตัวอย่างขั้นตอนการกล่าวต่อพระมหาโพธิสัตว์โดยละเอียด )
๑.) กราบ ๓ ครั้ง เพื่อบูชาคุณแห่งพระรัตนตรัย อันประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรม พระอริยะสงฆ์
๒.) กล่าวคำภาวนา
“พระอิติสุขะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ พระปฐวีคงคา นะมามิหัง
พระอิติสุขะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ พระปฐวีคงคา นะมามิหัง
พระอิติสุขะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ พระปฐวีคงคา ขะมามิหัง
ข้าพุทธเจ้า ขอน้อม กาย วาจา ใจ ระลึกบูชา คุณแห่งพระรัตนตรัย อันประกอบด้วย พระพุทธ พระธรรม พระอริยะสงฆ์ และขอน้อมถวายนมัสการต่อพระมหาโพธิสัตว์
ข้าพุทธเจ้าได้มีความพร้อมใน กาย วาจา ใจ จัดเตรียมเครื่องสักการะบูชาและ ผลไม้ตลอดจนน้ำเปล่าและน้ำชา เพื่อตั้งจิตถวายต่อพระมหาโพธิสัตว์เป็น พุทธบูชา ธรรมะบูชา อริยะสงฆ์เจ้าบูชา จึงทูลขอพระเมตตาได้โปรดพิจารณารับในการทูลเกล้าถวายจากข้าพุทธเจ้าด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า.”
๓.) กล่าวต่อไปว่า
“พระอิติสุขะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ พระปฐวีคงคา ขะมามิหัง
ข้าพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรมคำสอนในกฎแห่งกรรม และการรู้ผิดในการกระทำ ที่ก่อเกิดเป็นหนี้กรรมกันต่อท่านเจ้ากรรมนายเวร ในวันนี้ข้าพุทธเจ้าได้สำนึกถึงการผิดพลาด และขอตั้งจิตในการให้สัจจะเพื่อไม่กระทำสิ่งผิดพลาด และประพฤติปฏิบัติตามแนวพระธรรมคำสอนเป็นข้อๆ ดังนี้
ก.) …… ( เช่น จะไม่เบียดเบียนเนื้อสัตว์ใหญ่ โค กระบือ ตลอดไป )
ข.) …… ( เช่น ไม่เบียดเบียนเนื้อสัตว์ในวันพระจีน ตลอดระยะเวลา ๓ เดือนในช่วงเข้าพรรษาหรืออย่างน้อย ๓ วันติดต่อกัน )
ค.) …… ( เช่น รักษาศีลพรหมวิหารธรรม ) เป็นต้น.
ข้าพุทธเจ้าจึงทูลขอพระเมตตาจากพระมหาโพธิสัตว์ ได้โปรดเป็นสักขีพยาน และทูลขอพระเมตตาในพระพรพระบารมีเสริมเพิ่มเติมต่อตัวข้าพุทธเจ้า และท่านเจ้ากรรมนายเวร ให้เป็นความสำเร็จสมบูรณ์ตามสัจจะที่ให้ไว้ตามที่พระองค์จะทรงเมตตาเห็นสมควรด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า.”
๔.) กล่าว
“พระอิติสุขะโต พระอะระหังพุทโธ พระนะโมพุทธายะ พระปฐวีคงคา ขะมามิหัง
ข้าพุทธเจ้าทูลขอขะมาในสิ่งผิดพลาด หรือขาดตกบกพร่องโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ว่าด้วย กาย วาจา ใจ เพื่อมิให้ก่อเกิดเป็นวิบากกรรมสืบต่อไป ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า.”
๕.) กราบนมัสการ ๓ ครั้ง

บทที่ ๙ กำเนิดศาลฟ้าดิน

บทที่ ๙ กำเนิดศาลฟ้าดิน

หากแม้นจะกล่าวถึง การพักกรรม หรือ การชดใช้กรรมทางด้านมหายาน โดยไม่กล่าวถึง “เสด็จพ่อฟ้า” และ “เสด็จแม่ดิน” ก็ดูจะเป็นการไม่สมบูรณ์ เพราะทั้ง ๒ พระองค์เป็น ผู้รักษากฏเกณฑ์พระธรรมชาติ ที่มีอยู่จริง และเป็นผู้ที่ควบคุมเกณฑ์ชะตาของมนุษย์ทุกๆ ผู้ และสิ่งที่ควรตระหนักอย่างยิ่งคือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติเกิดขึ้นก็ด้วยการตรัสรู้จากธรรมชาติ หรือแม้แต่เหล่าพรหมเทพเทวะผู้มีบารมีสูงกว่ามนุษย์ทั้งหลาย ก็ยังต้องให้ความเคารพและนมัสการต่อ “เสด็จพ่อฟ้า เสด็จแม่ดิน”
ฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์ทุกๆ ผู้ควรจะทำความเข้าใจ และให้ความเคารพต่อ “เสด็จพ่อฟ้า เสด็จแม่ดิน” อย่างถูกต้องเช่นกัน เพื่อจะได้เป็นสิริมงคลต่อชีวิตและจิตวิญญาณของตนเองที่ต้องเกิดมาใช้หนี้กรรม และยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารทั้งสิ้น และจะได้ไม่กระทำสิ่งผิดพลาดที่เป็นการฝืนหรือขัดต่อกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ และเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง คณะผู้จัดทำจึงขอนำ ประวัติของการเกิดศาลเสด็จพ่อฟ้าเสด็จแม่ดิน ที่ถูกต้องแท้จริงขึ้นในโลกมาเผยแพร่ต่อท่านผู้อ่านทั้งหลาย เพื่อความศรัทธาและการปฏิบัติที่ถูกต้องสืบต่อไป
เมื่อเวลาหลายพันปีล่วงมาแล้วในอดีตกาล มีหมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศจีนได้เกิดภัยพิบัติต่างๆ จนเป็นเหตุให้เกิดโรคภัยระบาดไปทั่วทั้งหมู่บ้าน จนแทบจะไม่มีผู้ใดมีชีวิตรอด ทำให้มนุษย์กลุ่มหนึ่งเห็นว่าธรรมชาตินี้ไม่ยุติธรรมเลย ในเมื่อชาวบ้านทั้งหลายก็ไม่เคยได้ก่อกรรมทำเข็ญใดๆ แล้วเหตุไฉนจึงมาลงโทษกันเช่นนี้ และเมื่อเกิดความคิดวิปริตขึ้นมาเช่นนี้แล้ว ผู้ที่รอดชีวิตจากภัยพิบัติในครั้งนั้นจึงพากันสาปแช่งธรรมชาติคือ “ฟ้า” และ “ดิน” เป็นการใหญ่กันทั้งหมู่บ้าน จนร้อนไปถึงเบื้องบนสวรรค์ที่เห็นว่ามนุษย์กลุ่มนี้กระทำสิ่งที่โง่เขลาเบาปัญญา จะพากันสูญพันธุ์ไปเปล่าๆ โดยหาประโยชน์สิ่งใดไม่ได้เลย
โลกสวรรค์จึงได้ส่งเด็กชายผู้หนึ่งลงมาเกิดท่ามกลางธรรมชาติ และส่งเสียงร้องออกมา ๙ ครั้ง เป็นสัญลักษณ์ว่าฟ้าให้มาเกิดโดยไม่มีหลังคาครอบคลุม โดยที่ฝนก็ตกลงมาอย่างหนักจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น แล้วก็เกิดมีเหตุอัศจรรย์ต่างๆ เกิดขึ้นกับชาวบ้านหมู่บ้านนั้น คืออาการของผู้ที่เจ็บป่วยอยู่ก็อันตรธานหายไป พืชพันธ์ธัญญาหารก็กลับอุดมสมบูรณ์ไปทุกสิ่งทุกอย่าง
เมื่อเด็กชายผู้นั้นเติบโตเป็นหนุ่มขึ้นมา ก็ได้ป่าวประกาศให้รู้กันไปทั่วว่า ธรรมชาติที่มีประโยชน์คือ “ฟ้า” และ “ผืนแผ่นดิน” ที่เราอาศัยอยู่นี้ มีคุณค่าอย่างมหาศาลต่อมนุษย์” จนชาวบ้านละแวกนั้นเกิดความเข้าใจ และเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมา และร่วมแรงร่วมใจกันจัดเป็น สถานที่บูชาฟ้าดิน ขึ้นกลางแจ้ง พร้อมมูลด้วยเครื่องสักการะบูชาตลอดจนธัญญาหารต่างๆ ที่นำมาประกอบการสังเวยในพิธี
ต่อมาชายหนุ่มผู้นี้ได้เกิดมีความรู้พิเศษขึ้นมาอย่างกะทันหัน คือรู้ถึงการประกอบพิธีการต่างๆ รู้ถึงการที่มนุษย์เราทั้งหลายมีทุกข์นานาประการ และรู้ว่าแต่ละผู้ก็มีแต่โลภโมโทสันต์ต่างๆ นานา จึงได้มีการกำหนดกฏเกณฑ์ขึ้นว่าการขอพรต่อธรรมชาติเพื่อแก้ไขดวงเกณฑ์ชะตาชีวิต จะต้องมีการให้สัจจะที่จะละจากสิ่งไม่ดีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามมักจะมีข้อเสียอยู่ในตนเองทั้งสิ้น
ชายหนุ่มผู้นี้ก็ได้ป่าวประกาศออกไปให้ชาวบ้านทั้งหลายได้รู้กันว่า หากผู้ใดจะมาขอพรสิ่งใดจากศาลฟ้าดิน ก็จะต้องมีสัจจะในการละเว้นจากสิ่งที่ตนเองกระทำชั่วอยู่ ๑ อย่าง โดยให้สัจจะนั้นต่อฟ้าและดิน คือ “เสด็จพ่อฟ้า เสด็จแม่ดิน” ที่เรียกเป็นภาษาจีนว่า “ที ตี่ แป่ บ๊อ” ซึ่งชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นก็มีศรัทธา ให้สัจจะในการละจากสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และผู้อื่น โดยที่ชายหนุ่มผู้นี้สอนให้ชาวบ้านตั้งจิตอธิษฐานขอในสิ่งที่เป็นไปได้ และมีการสอนให้รู้จักไปฟังคำสั่งสอน และรู้จักการถือศีลเจของพระมหาโพธิสัตว์ เพื่อให้รู้ว่าตัวเองกำลังเบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่นในสิ่งใด และเช่นใดบ้าง
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คือกำเนิดของศาลฟ้าดินที่อุบัติขึ้นเป็นแห่งแรกในโลก ก่อนพุทธกาลเมื่อหลายพันปีล่วงมาแล้ว โดย มนุษย์ผู้ซึ่งจุติมาจากสวรรค์ ซึ่งต่อมาได้สร้างบารมีจนสำเร็จเป็นเซียน “โจ๊ว ซือ ลี่ เล่า กุน” ผู้ได้สร้างศาลฟ้าดินที่เป็นประโยชน์ต่อชาวโลกไว้เพียงแห่งเดียวในครั้งนั้น จวบจนถึงปัจจุบันซึ่งเป็นยุคเข็ญของพุทธศาสนาตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงทำนายเอาไว้แล้ว
นับตั้งแต่สมัยนั้นเป็นต้นมา มนุษย์ทั้งหลายที่มีความเข้าใจบ้าง และไม่เข้าใจบ้าง สุดแล้วแต่สภาพจิตใจของมนุษย์ที่จะยึดมั่นเชื่อถือในการกระทำ ก็ได้มีมนุษย์บางผู้นำมาจำลองสร้างเป็นศาลฟ้าดินขึ้น โดยเมื่อมีการสร้างโรงเจหรือศาลเจ้าก็ดี ก็จะต้องมีการสร้างศาลฟ้าดินขึ้นด้วย ซึ่งศาลที่จำลองมานี้ย่อมที่จะถูกลักษณะบ้าง หรือไม่ถูกลักษณะบ้าง และผู้ที่ประกอบพิธีตั้งศาลก็เป็นผู้ที่มีจิตแก่กล้าบ้าง และไม่มีบ้าง หรือแม้แต่ผู้ที่จะประกอบการสร้างนั้นก็ทำด้วยศรัทธา หรือทำด้วยการทำตามอย่างผู้อื่น หรือฟังผู้อื่นเล่าต่อกันมาบ้าง ก็ย่อมที่จะไม่เกิดความสมบูรณ์ถูกต้องตามกำหนดของธรรมชาติ

บทที่ ๘ หลักการทำสมาธิและอานิสงส์การทำสมาธิตามแนวของพระมหาโพธิสัตว์

บทที่ ๘ หลักการทำสมาธิและอานิสงส์การทำสมาธิตามแนวของพระมหาโพธิสัตว์
ในการรักษาศีลของพระมหาโพธิสัตว์ที่นอกเหนือไปจากการไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง ซึ่งจะเป็นเครื่องส่งผลให้ผู้ประพฤติปฏิบัติมีจิตใจเมตตา และบังเกิดความสงบเยือกเย็นด้วยแล้ว ยังมีหลักของการประพฤติปฏิบัติธรรม โดย การทำสมาธิเพื่อให้จิตมีพลังสมาธิที่แน่วแน่และบังเกิดความสงบ มีความผ่องใส ซึ่งเป็น การทำสมาธิที่มีมาก่อนครั้งพุทธกาล ตามแนวทางของพระมหาโพธิสัตว์ โดยการ กำหนดเดินลมปราณ ๓ ขั้นตอน คือ.-

การเดินลมปราณขั้น ๑ ตั้ง จุดเริ่มต้นอยู่ที่กลางทรวงอก หรือ จุดศูนย์รวมของจิต กำหนดเดินลมปราณลงมาที่สะดือ เดินลมปราณกลับขึ้นไปที่กลางทรวงอก และเดินลมปราณกลับสู่สะดืออีกครั้งหนึ่ง จึงค่อยเดินลมปราณขึ้นไปถึงจุดกึ่งกลางหน้าผาก แล้วเดินลมปราณกลับลงมาที่กลางทรวงอก ( คือจุดเริ่มต้น ) นับเป็น ๑ รอบ
การเดินลมปราณขั้น ๒ ตั้ง จุดเริ่มต้นอยู่ที่สะดือ กำหนดลมปราณขึ้นมาถึง กลางทรวงอก และเดินลมปราณกลับสู่ สะดือ อีกครั้งหนึ่ง จึงค่อยเดินลมปราณขึ้นไปถึง จุดระหว่างดวงตาทั้งสอง ( อย่าให้เลยจากคิ้วขึ้นไป เพราะอาจจะทำให้ปวดศีรษะได้ ) แล้วเดินลมปราณกลับมาที่สะดือ ( คือจุดเริ่มต้น ) นับเป็น ๑ รอบ
การเดินลมปราณขั้น ๓ ตั้ง จุดเริ่มต้นอยู่ที่กลางทรวงอก กำหนดเดินลมปราณลงมาถึง สะดือ และเดินลมปราณขึ้นไปถึง จุดกลางหน้าผาก เดินลมปราณกลับลงมา กลางทรวงอก และเดินลมปราณกลับขึ้นไปถึงจุดกลางหน้าผากอีกครั้งหนึ่ง จึงค่อยเดินลมปราณกลับลงสู่ทรวงอก ( คือจุดเริ่มต้น ) นับเป็น ๑ รอบ
ผู้ใดได้เข้าสู่การปฏิบัติใน ๓ ขั้นตอนนี้ด้วยความสม่ำเสมอ มีการผสมผสานขั้นตอนแต่ละขั้นของทั้ง ๓ ขั้นตอน เมื่อรวมกันได้ด้วยความสมดุล เกิดความชำนิชำนาญแล้ว ก็จะ เกิดประโยชน์ต่อการพิจารณา และสามารถแยกกายที่ทุกข์ทรมานกับใจที่สับสน หรือตัวจิตที่สับสนวุ่นวายให้แยกออกจากกันได้ เมื่อปฏิบัติได้ถึงขั้นนั้นแล้ว กายกับจิตจะเกิดการแยกการทำงานกันคนละหน้าที่ หรือเรียกว่ากายและจิตต่างรู้หน้าที่ของตัวเอง ซึ่งเป็นจุดที่จะ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ธาตุอากาศ” และ “ธาตุรู้” นั่นเอง
ธาตุอากาศ และ ธาตุรู้ จะเป็นมรรคเป็นผลที่บังเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติกับผู้ที่ประพฤติปฏิบัติในการกำหนดเดินลมปราณ ๓ ขั้นตอน เพราะว่า ผู้ที่มีความพร้อมมูลด้วยเมตตา จิตใจย่อมไม่เกิดโทสะ หรือ ความโกรธ หรือเกิด ธาตุไฟ ได้ง่าย แต่จะเป็น จิตที่มีความสงบเปรียบประดุจอากาศที่นิ่ง และมีขอบเขตอย่างไม่รู้ประมาณ และจะเกิด ตัวรู้ อย่างไม่รู้ประมาณเช่นเดียวกัน
ธาตุอากาศ เหมือนกับความว่างเปล่า ซึ่งแท้ที่จริงมิใช่ความว่างเปล่า แต่มิสามารถเปรียบเทียบเป็นอย่างอื่นได้ จึงเรียกว่า ธาตุอากาศ
ธาตุรู้ ก็เป็นกรณีเดียวกัน เพราะตัวรู้นั้นไม่มีลักษณะหรือรูปให้เห็นได้เหมือนกับ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งสามารถสัมผัส มองเห็น หรือรับรู้ได้
ทั้งสองธาตุนี้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่มีอยู่ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่เสื่อมสูญหรือเสื่อมสลาย ดังนั้น การพิจารณาปฏิบัติให้เกิดธาตุทั้ง ๒ นั้น หากสามารถแยกแยะธาตุทั้ง ๔ คือ แยกกายออกจากจิต หรือกายละเอียดได้อย่างมั่นคงแล้ว ธาตุอากาศหรือธาตุรู้นั้นจะอยู่ในช่องว่างของจิตและกายนี้
การที่จะแยกกายออกจากจิตได้ก็ต้อง เกิดจากการมีสติควบคุมธาตุทั้ง ๔ โดยการตัดตัวแปรปรวนซึ่งมีลักษณะเหมือนกับธาตุอากาศ หรืออาจมีผู้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นธาตุอากาศที่แท้จริง เมื่อเกิดลักษณะเช่นนี้ขึ้น จงตัดความเข้าใจนี้ออกก่อน ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า “อารมณ์” คือส่วนที่เป็นเครื่องฉาบติด หรือ ตัวที่ทำให้เกิดความแปรปรวนขึ้นในจิต ซึ่งตัวนี้จะ เป็นตัวเชื่อมระหว่างกายกับจิต ให้รู้สึกเกิดความเมื่อยล้า ปวด หรือเจ็บ อันจะเกิดการปรุงแต่งขึ้น และ จิตนี้จะเสริมแต่งให้เกิดธาตุไฟ หรือ มีอารมณ์แปรปรวน ฟุ้งซ่าน ให้เกิดความ เฉื่อยชา เกิดความ เมื่อยล้า
เพราะฉะนั้น หากสามารถตัดตัวอารมณ์นี้ออกไปได้ กายกับจิตจะแยกออกจากกัน โดยเด็ดขาด ทั้งนี้อยู่ที่ สติจะเข้ามาควบคุม และ มีการพิจารณาเป็นส่วนประกอบ เมื่อสามารถแยกกายกับจิตออกได้แล้ว ธาตุอากาศจะวิ่งเข้าแทนที่ก็จะเกิดธาตุทั้ง ๖ ขึ้นอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ที่เรียกว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุอากาศ และ ธาตุรู้ หรือ ธาตุจิตรู้ นั่นเอง
การทำสมาธิตามหลักของพระมหาโพธิสัตว์โดย กำหนดการเดินลมปราณ ๓ ขั้นตอนนี้ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและหมั่นฝึกฝนตนด้วยการปฏิบัติ อยู่เสมอๆ และผลของการปฏิบัติจะก่อเกิด อานิสงส์ที่มีประเด็นสำคัญ ดังนี้คือ
(๑) จิตมี พลังสมาธิ นำสู่ความสงบเยือกเย็นได้อย่างรวดเร็ว
(๒) ร่างกายบังเกิดความสมบูรณ์ด้วย ธาตุทั้ง ๖
(๓) สามารถ แยกกายออกจากจิต เพื่อละจากความทุกข์กายและทุกข์ใจ
(๔) เกิดตัวรู้ เมื่อสามารถปฏิบัติถึงขั้นที่เกิดมรรคผล

บทที่ ๗ การถือพรหมจรรย์ในศีลเจพรตและการถือศีล ๙

บทที่ ๗ การถือพรหมจรรย์ในศีลเจพรตและการถือศีล ๙

หลักของ การรักษาศีลพรหมจรรย์ในการละจากกามคุณ หรือ ศีลข้อกาเม นั้น เป็นศีลข้อที่องค์พระศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติขึ้น โดยมิได้มีความเกี่ยวข้องกับการบัญญัติศีลเจพรตของพระมหาโพธิสัตว์แต่อย่างใด เพราะฉะนั้น ผู้ที่ถือศีลเจพรตจงทำความเข้าใจให้ถูกต้องไว้ด้วยว่า การถือศีลเจพรตมิได้มีการบัญญัติ หรือบังคับให้รักษาศีลข้อพรหมจรรย์ควบคู่กันไปแต่อย่างใด
หากผู้ใดมีความศรัทธาประพฤติปฏิบัติในการถือศีลเจพรต เพื่อ การละจากการกินเนื้อสัตว์ ควบคู่กันไปกับ การถือศีลข้อกาเมของพระพุทธองค์ ที่เป็นการเพิ่มเติมจากข้อบัญญัติของพระมหาโพธิสัตว์ ก็จะบังเกิดเป็นมหากุศลต่อผู้นั้นเอง ที่มีจิตใจ เป็นกุศลในการสมาทานศีลของพระพุทธองค์เพิ่มขึ้นอีกข้อหนึ่ง เพราะพระมหาโพธิสัตว์ผู้อธิษฐานจิตอยู่คู่โลกเพียงแต่บัญญัติศีลข้อไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันเท่านั้นเอง
ดังนั้น การถือศีลเจพรตนั้นสมควรที่จะ ต้องมีการพิจารณาแยกแยะให้ถูกต้องเป็น ๒ กรณีเสียก่อน คือ
๑) การถือศีลเจพรตในด้านการไม่เบียดเบียนสัตว์โดยเฉพาะ
๒) การถือศีลข้อกาเมของพระพุทธองค์ คือ เรื่องการละจากกามคุณอีกข้อหนึ่ง เป็นการเพิ่มเติม และควบคู่ไปกับ ศีลเจพรตเป็นกรณีที่สอง
เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะสมาทานศีลเจพรตก็ควรจะต้องพิจารณาและไตร่ตรองให้ถ่องแท้เสียก่อนว่า เรามีความพร้อมด้วย กาย วาจา ใจ ที่จะละจากเนื้อสัตว์โดยการไม่เบียดเบียนสัตว์เพียงอย่างเดียว หรือพร้อมที่จะละจากกามคุณควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นสามีหรือภรรยาของตนอย่างถูกต้องก็ตาม ในระหว่างช่วงระยะเวลาสมาทานศีลเป็นครั้งคราว เพื่อได้รับอานิสงส์ของการสมาทานศีลเพิ่มขึ้น
โดยทั่วไปนั้น ผู้ที่อยู่ในพุทธศาสนามักจะประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ใน ศีล ๕ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันเป็นส่วนใหญ่ แต่ ผู้ที่สมาทานศีลเจพรตเพื่อการประพฤติปฏิบัติธรรม และต้องการรักษาศีลในด้านของการไม่เบียดเบียนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ได้อย่างแท้จริงนั้น สมควรที่จะต้องมีการรักษา “ศีล ๕” ของพระพุทธองค์ รวมกับ “ศีล ๔” ของพระมหาโพธิสัตว์ เรียกว่า “ศีล ๙” ซึ่งประกอบด้วยศีลดังต่อไปนี้ คือ
(๑) การรู้จักคุณค่า และรักษาสิ่งมีชีวิตทั้งปวง โดยละจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
(๒) ไม่พึงปรารถนาในทรัพย์สินที่มิใช่ของตน โดยละจากการลักทรัพย์
(๓) ไม่หมกมุ่นในกามคุณ หรือความใคร่ทั้งปวง โดยละจากการผิดลูกเมีย หรือคู่ชีวิตผู้อื่น
(๔) มีสัจจะ และรักษาความจริง โดยละจากการพูดเท็จ หรือพูดเหลวไหล
(๕) รู้จักรักษาสติ และควบคุมอารมณ์ของตนเอง โดยละจากการเสพติดของมึนเมา สิ่งมอมเมา หรือสิ่งที่จะเป็นเหตุให้ขาดสติทั้งปวง
(๖) ไม่เบียดเบียนตนเอง หรือผู้อื่น โดยการไม่บริโภคสิ่งที่มีชีวิต เลือดเนื้อ หรือวิญญาณ
(๗) มีเมตตาธรรม โดยการให้ความช่วยเหลือต่อเหล่ามนุษย์สัตว์ และสิ่งมีชีวิตวิญญาณทั้งหลาย
(๘) มีความยินดีต่อการกระทำดี โดยร่วมอนุโมทนา หรือช่วยเหลือกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อสรรพ สัตว์ทั้งหลาย
(๙) มีการวางเฉยในทุกข์ หรือสิ่งทั้งปวงที่เบียดเบียน และไม่สนับสนุนการเบียดเบียนด้วยการให้อภัยและไม่โต้ตอบโดยการไม่ยินดียินร้าย

บทที่ ๖ การบิดเบือนของศีลเจพรต

บทที่ ๖ การบิดเบือนของศีลเจพรต

ศีลเจพรตนี้ได้มีการสืบทอดต่อๆ กันมา จนกลายเป็นลัทธิต่างๆ ขึ้นมาตามแต่ละพื้นภาคและประเพณีของแต่ละพื้นที่ จนมีการต่อเติมขึ้นมาภายหลังว่าพืชและผักบางชนิดเป็นของต้องห้ามในด้านศีลเจพรต ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว เหล่าพืชผักทั้งหลายเป็นสิ่งที่ไม่มีจิตวิญญาณ แต่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ ซึ่งธรรมชาติได้กำหนดให้มนุษย์และสัตว์กินพืชผักเหล่านี้เป็นอาหาร เพื่อการยังชีพและบำรุงร่างกายให้เจริญเติบโต และเพื่อความผาสุกของชีวิต แต่มิใช่ให้เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ดังนั้น การที่มนุษย์เราถือว่าสัตว์ใหญ่ย่อมกินสัตว์เล็กนั้น เป็นการผิดต่อธรรมชาติที่ได้กำหนดไว้ให้กินพืชผัก
พระมหาโพธิสัตว์ทรงมีพระเมตตาสงสารต่อเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย จึงบัญญัติข้อศีลตามธรรมชาติไว้ในข้อไม่เบียดเบียนสัตว์ แต่เหล่าพืชผักทั้งหลายมิได้อยู่ในข้อบัญญัติห้ามของพระมหาโพธิสัตว์ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่มีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ ที่จะก่อเกิดความผูกพันในการอาฆาตแค้นและพยาบาทจองเวรซึ่งกันและกัน การกินเนื้อสัตว์ที่มีจิตวิญญาณเท่านั้นจึงจะนับว่าเป็นการเบียดเบียน
ความบิดเบือนในการบริโภคผักของศีลเจพรตนี้ เกิดจากเหล่าสมมุติสงฆ์ผู้บวชอยู่ในนิกายมหายาน และเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์การรักษาศีลเจพรตของพระมหาโพธิสัตว์ ที่ได้ เห็นถึงประโยชน์และความสำคัญในการที่จะถือศีลการรักษาพรหมจรรย์ควบคู่กับการถือศีลเจพรต โดยเล็งเห็น โทษของผักบางชนิดที่มีกลิ่นคาว และเป็นยากระตุ้นให้เกิดความกำหนัดในด้านกามคุณได้ เช่น ผักชี ผักคึ่นไช่ กระเทียม ต้นหอม และสาหร่ายทะเล หรือแม้แต่เห็ดบางชนิด เป็นต้น
สมมุติสงฆ์เหล่านี้จึงได้บัญญัติห้ามภิกษุทั้งหลายบริโภคพืชและผักจำพวกนี้ แต่ ศีลเจพรตแท้ที่จริงแล้วมิได้ห้ามการกินพืชผักทุกชนิดแต่อย่างใด เพราะ พระมหาโพธิสัตว์เพียงแต่บัญญัติห้ามมิให้มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน คือ มิให้เบียดเบียนชีวิตและเลือดเนื้อของสัตว์ทั้งหลาย แต่การบริโภคสิ่งที่ไม่มีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณอันเป็นประโยชน์ และเป็นอาหารของมนุษย์โดยไม่มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกันนั้น พระมหาโพธิสัตว์ไม่เคยได้บัญญัติห้ามไว้แต่ประการใด
ฉะนั้น ในกรณีที่ผู้ถือศีลเจพรตเป็น ผู้ที่มีจิตใจมั่นคงต่อสิ่งยั่วยุในกามารมณ์ และแน่วแน่ต่อการสมาทานศีล คือไม่กระทำในสิ่งที่จะเป็นการผิดศีลโดยมีสติควบคุมจิตใจตนเองได้ ถึงแม้ว่าพืชผักบางชนิดจะเป็นยาที่สามารถกระตุ้นตัณหาราคะให้เกิดความกำหนัดขึ้นได้ในระหว่างการสมาทานศีล ก็ย่อมที่จะสามารถบริโภคพืชผักได้ทุกชนิดที่มีอยู่ โดยไม่เป็นการผิดต่อศีลของพระมหาโพธิสัตว์แต่อย่างใด
สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า เหล่าสมมุติสงฆ์ในบางภาคพื้น เห็นพืชผักบางชนิดเป็นยาบำรุงที่ก่อให้เกิดความกำหนัดก็ดีและเป็นยาที่ทำให้ร่างกายเกิดมีตัณหาราคะขึ้นก็ดี จึง ได้มีการบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นเองว่าพืชธัญญาหารที่เป็นพืชผักนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดกิเลสในด้านกามคุณ และมิควรที่จะนำมาบริโภค โดย กำหนดขึ้นเป็นข้อห้ามของผู้ที่ถือศีลเจพรตจนเป็นการสืบทอดต่อๆ กันมาอย่างผิดๆ ในแต่ละยุคแต่ละสมัยมาเป็นเวลานาน จนเกิดเป็น ประเพณีที่ไม่ถูกต้องตามหลักของศีลเจพรตที่แท้จริง ขึ้นว่า พืชผักธัญญาหารที่ก่อเกิดความกำหนัดก็ดี หรือมีกลิ่นคาวก็ดี ให้ถือว่าผักเหล่านี้เป็นของคาว และห้ามมิให้มีการบริโภค
ในความเป็นจริงนั้น ผู้เป็นต้นบัญญัติของศีลเจพรต คือ พระมหาโพธิสัตว์ ผู้อธิษฐานจิตอยู่คู่โลก เพียงแต่สอนมนุษย์ ไม่ให้เบียดเบียนสัตว์ที่มีชีวิตจิตใจ มีเลือดเนื้อและมีจิตวิญญาณเท่านั้นเอง แต่ประเพณีในแต่ละพื้นภาคแต่ละยุคสมัยที่สืบทอดกันมาจนเรียกว่า บรรพบุรุษสืบทอด มานั้น เกิดความผิดเพี้ยนไปจากข้อบัญญัติของศีลเจพรตที่แท้จริง และยังไม่มีการแก้ไข หรือยอมรับตามหลักคำสอนที่ถูกต้องอยู่จนทุกวันนี้
นอกเหนือจากนั้น ยังมีการเข้าใจศีลเจพรตอย่างผิดๆ ในลักษณะของการเผยแพร่สืบทอดต่อกันมาโดยผิดพลาดและเข้าใจไม่ถูกต้อง กล่าวคือบางสถานที่ที่มีการถือศีลเจ ได้มีการนำเอาเนื้อสัตว์ เช่น หอยนางรม เป็นต้น มาปรุงแต่งเป็นอาหาร โดยมองแต่เพียงภายนอกด้วยตาเปล่า และอ้างว่าเป็นสัตว์ไม่มีเลือด แต่มิได้พิจารณาถึงการที่ สัตว์มีวิญญาณอันเป็นแก่นสำคัญที่จะเป็นหลักในการพิจารณาว่าเป็นการเบียดเบียนต่อชีวิตและเลือดเนื้อของสัตว์หรือไม่ ฉะนั้น จงพิจารณาและทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ เพื่อนำไปประพฤติปฏิบัติตามข้อศีลเจพรตอย่างถูกต้อง ตามที่พระมหาโพธิสัตว์ได้มีข้อบัญญัติขึ้นเถิด

บทที่ ๕ การบริโภค นม - เนย - ไข่ ในศีลเจพรต

บทที่ ๕ การบริโภค นม - เนย - ไข่ ในศีลเจพรต


เรามักจะได้ยินคำถามอยู่เสมอว่า การบริโภค นม-เนย-ไข่ เป็นการผิดต่อข้อบัญญัติของศีลเจพรตหรือไม่ ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้ว ขอให้ทุกคนทำความเข้าใจว่าถึงแม้การบริโภคในลักษณะนี้จะ มิได้เป็นการเบียดเบียนเนื้อสัตว์โดยตรงก็ตาม แต่ควรจะ ต้องตระหนักว่านมเป็นสิ่งที่กลั่นมาจากเลือดในอก ซึ่งตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติถือว่าเป็นเลือดที่กลั่นมาจากทรวงอก และถูก นำมาเลี้ยงทารกให้เจริญเติบโต มาทุกยุคทุกสมัยจนถึงปัจจุบันนี้ และแม้แต่ เนยก็ยังทำขึ้นจากนมและไขสัตว์ คือส่วนหนึ่งที่นำมาจากร่างกายของสัตว์นั้นเอง สำหรับ ไข่นั้นถ้าจะเปรียบกับทางมนุษย์ก็เสมือนลูกในอุทร เพราะถือกำเนิดมาจากสายเลือดของผู้ที่เป็นพ่อและแม่ เป็นการสืบทอดวงศ์ตระกูล และเป็นสื่อสัมพันธ์ของความรักในครอบครัว ก็ย่อมที่จะมีความผูกผันอย่างลึกซึ้งในด้านจิตใจ รวมถึงการดูแลเอาใจใส่และการทะนุถนอมอย่างหวงแหน เพราะผู้เป็นพ่อแม่นั้นย่อมมีความรักใคร่ต่อผู้เป็นลูกของตนเปรียบดังดวงใจทีเดียว เพราะฉะนั้น จงใช้ปัญญาพิจารณาตรองดูเถิดว่าการที่ เรานำสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายสัตว์ หรือสิ่งที่มีความผูกพันกันอยู่มาบริโภคเป็นอาหาร นั้น จะเป็นการเบียดเบียนหรือไม่ ซึ่งตามหลักความเป็นจริงแล้ว จะถือว่าไม่เป็นการเบียดเบียนไม่ได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นการเบียดเบียนมากหรือน้อยเพียงใด ยกตัวอย่างเช่น การบริโภคไข่ที่มีการผสมพันธุ์จากสัตว์ตัวผู้และตัวเมีย หรือการบริโภคไข่ชนิดที่เรียกว่า ไข่ลม ตามการพัฒนาด้านหลักวิชาของการเกษตร ซึ่งจะต้องนำมาแยกแยะในการพิจารณาให้ถูกต้องเสียก่อน พระมหาโพธิสัตว์ได้มีข้อกำหนดถึงการเบียดเบียนในลักษณะเช่นนี้ว่า ให้มี ข้อยกเว้น อยู่บ้างเหมือนกัน คือให้ถือว่าเป็นการบริโภคตามกาละเทศะ หรือตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นๆ ถ้าหากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการนำเอานมที่กลั่นมาจากเลือดในอก หรือไขของโค และไข่เป็ด ไข่ไก่ หรือไข่อื่นๆ มาบริโภคเป็นอาหาร ก็ให้บริโภคแต่พอสมควรในขอบเขตที่พึงกระทำ ทั้งนี้และทั้งนั้น ถ้าหากเราละจากการบริโภคได้ก็จะเป็นกุศลต่อตัวเรา ที่ละจากการเบียดเบียนสัตว์ในลักษณะเช่นนี้ แต่ถ้าในกรณีที่จำเป็นต้องบริโภค ก็ให้ถือว่าเป็นการกระทำเพียงกลางๆ คือ มิถึงกับผิดศีลเจพรตที่เบียดเบียนเนื้อสัตว์เลยทีเดียว แต่ความบริสุทธิ์หมดจดในการสมาทานศีลเจพรตนั้นย่อมลดน้อยลง ตามส่วนของการบริโภค

บทที่ ๔ การเบียดเบียนสัตว์ใหญ่และสัตว์เล็กเป็นอาหาร

บทที่ ๔ การเบียดเบียนสัตว์ใหญ่และสัตว์เล็กเป็นอาหาร

ข้อสำคัญข้อหนึ่งที่ไม่ควรจะละเลยอย่างยิ่งในการถือศีลเจพรต คือการละเว้นจากการกินเนื้อ สัตว์ใหญ่ที่มีคุณค่าอันใหญ่หลวง นั่นคือ โค และ กระบือ ซึ่งพระมหาโพธิสัตว์ได้เปรียบเทียบและยกย่องสัตว์ชนิดนี้ว่าเป็นสัตว์ที่ อยู่คู่กับฟ้าดิน เป็นสัตว์ที่ ให้น้ำนมแก่ปวงชนทั้งหลาย นอกจากนั้นแล้ว โคกระบือก็ยังมีภาระหน้าที่ที่นับว่า เป็นบุญคุณแก่ชีวิตมนุษย์ผู้ที่อยู่ในพุทธศาสนา เป็นส่วนใหญ่อีกด้วย
ในอดีตกาลโคกระบือก็เป็นสัตว์ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองในการถูกนำไป ใช้แรงงานเพื่อลากจูง และ ไถนา เพื่อ การเพาะปลูกข้าวและพืชพันธุ์เกษตร ให้เราได้บริโภคกัน และโดยเฉพาะเมล็ดข้าวแต่ละเมล็ดในอดีตก็ได้มาจากโคกระบือที่ถูกนำมาไถนาทำนาข้าวเป็นส่วนมาก อีกทั้งโค กระบือยังเป็นสัตว์ที่ ไม่เบียดเบียนใคร คือ กินแต่หญ้าฟาง เป็นอาหาร และมิได้กินสัตว์เล็กสัตว์น้อยหรือสัตว์ใดๆ ในยุคสมัยก่อนๆ จึงยกย่องกันว่าโคกระบือเป็นสัตว์ที่สูงด้วยคุณค่า เหมือนกับพระแม่โคผู้ประทานธัญญาหาร ให้กับมนุษย์ทั้งหลาย
เพราะฉะนั้น จงพิจารณาดูเถิดว่าหากเราเอาแรงเขามาใช้งาน แล้วยังเอาเนื้อเขามากินนั้น ก็เปรียบเสมือนกับผู้ไม่รู้บุญคุณของสัตว์ใหญ่เหล่านี้ พระมหาโพธิสัตว์จึงได้บัญญัติและกำหนดการไม่เบียดเบียนเนื้อสัตว์ในศีลเจพรต โดยให้ ละจากการเบียดเบียนเนื้อสัตว์ใหญ่เหล่านี้อย่างเคร่งครัด ถึงแม้ว่าบางผู้จะยึดถือการกินเจตามประเพณีเพียงชั่วครั้งชั่วคราวก็ตาม แต่ ควรจะละจากการบริโภคเนื้อโค กระบือ ตลอดไป เพราะคุณงามความดีของ แม่โคนั้นเปรียบเสมือนแม่ที่ให้ความเจริญเติบโต ต่อร่างกายของเรา หากแม้นเรายังไปเบียดเบียนเขาก็จะเหมือนกับว่าเราทารุณกรรมต่อผู้ที่มีพระคุณ หรือเทียบเท่ากับเป็นผู้อกตัญูญูที่ไม่รู้จักบุญคุณ
ฉะนั้น หากผู้ใดมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องในการประหัตประหารชีวิตของโค-กระบือ ก็ถือว่าผู้นั้นมีส่วนร่วมกระทำบาปต่อเลือดเนื้อของพ่อและแม่ตนด้วย พระมหาโพธิสัตว์จึงได้กำหนดห้ามการกระทำบาปในลักษณะเช่นนี้ จนเป็นประเพณีนิยมที่ไม่กินเนื้อโคกระบือมาจนถึงปัจจุบันทุกวันนี้
ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินั้น “สัตว์ใหญ่” ก็เปรียบเหมือนสัตว์ที่มีหนี้กรรมจากการกระทำของตนเองน้อยหน่อย ส่วน “สัตว์เล็ก” ก็คือผู้ที่มีเวรกรรมอยู่มาก และจะต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกหลายๆ ภพ หลายๆ ชาติ เพราะฉะนั้น คำอ้างของมนุษย์เราที่นิยมกินเนื้อสัตว์มักจะกล่าวกันอยู่เสมอว่า หากกินเนื้อสัตว์ใหญ่จะต้องรับกรรมมาก แต่ถ้ากินสัตว์เล็กก็รับกรรมน้อย เป็นคำกล่าวที่ เป็นการเข้าใจอย่างผิดๆ
การเบียดเบียนสิ่งที่มีจิตวิญญาณนั้น เป็นการกระทำที่ผิดต่อศีลและเป็นบาปทั้งสิ้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงชนิดหรือขนาดของสัตว์ เพราะสัตว์ทุกๆ ตัวก็มีจิตวิญญาณทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กหรือสัตว์ใหญ่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่มีคุณค่าที่ให้น้ำนม และให้แรงงานที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์โดยตรง เพราะฉะนั้น การบริโภคสัตว์ชนิดนี้จะมีความบาปหนาเพิ่มขึ้นอีก
ดังนั้น ผู้ที่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ หรือ สัตว์สี่เท้าที่มีจิตวิญญาณแรงกล้ากว่าสัตว์สองเท้า ซึ่งมีจิตวิญญาณอ่อนกว่า ก็อาจจะได้รับการอาฆาตแค้นรุนแรงมากกว่าสัตว์เล็ก มิใช่ว่าจะเป็นการรับกรรมมากกว่า เพราะ ผลของกรรมในการกระทำบาป นั้น ย่อมจะ มีผลเท่ากันตลอดไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กหรือใหญ่ แต่ผลของความอาฆาตแค้นก็ต้องแตกต่างกันไป ตามจำพวกของสัตว์ ตามแต่จิตอาฆาตพยาบาทของสัตว์แต่ละดวงวิญญาณ

บทที่ ๓ องค์ประกอบและอานิสงส์ของศีลเจพรต

บทที่ ๓ องค์ประกอบและอานิสงส์ของศีลเจพรต
ศีลของพระมหาโพธิสัตว์ คือ ศีลเจพรต ซึ่งมีมาก่อนสมัยพุทธกาล เป็นการ บัญญัติขึ้นโดยพระมหาโพธิสัตว์ ที่มุ่งเน้นในเรื่องของการไม่เบียดเบียนต่อตนเองและต่อผู้อื่น นั่นคือ การไม่บริโภคอาหารที่เป็นสิ่งมีชีวิต มีเลือดเนื้อ มีวิญญาณ และศีลเจพรตยังเป็น ศีลแห่งเมตตาธรรม เป็น ศีลที่ยินดีต่อความดี และ วางเฉยต่อสิ่งไม่ดีทั้งหลายทั้งปวง
ศีลของพระมหาโพธิสัตว์นี้หากผู้ใดถือปฏิบัติผู้นั้นย่อมมีอานิสงส์สูงส่ง ด้วยเหตุที่ว่าโลกปัจจุบันมีแต่ความเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นการเข่นฆ่าเอาชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการบีบบังคับ หรือไม่ว่าจะเป็นการที่เรียกว่าไม่ถนอมน้ำใจซึ่งกันและกัน ศีลแห่งพระโพธิสัตว์นี้จึงเปรียบประดุจมนุษย์ผู้ต้องการที่พึ่งพาอาศัย มนุษย์ผู้ที่มีความทุกข์ร้อน ขาดความร่มเย็น และเดือดร้อน โดยถูกบีบคั้นด้วยสิ่งกระทบจากภายนอก หากได้มีโอกาสวิ่งเข้ามาอาศัยภายใต้ร่มไม้ใหญ่ ย่อมมีความเยือกเย็น ย่อมมีความสุขสบายกาย ย่อมมีความสดชื่น ย่อมเบาจากสิ่งยึดเหนี่ยวทั้งหลาย

องค์ประกอบของศีลเจพรต
(๑) การไม่เบียดเบียนซึ่งชีวิต เลือดเนื้อ และ วิญญาณ คือ การไม่บริโภคเนื้อสัตว์ หรือนำมาปรุงแต่งเป็นอาหาร หรือสิ่งต่างๆ ที่เจือปนด้วยเนื้อสัตว์ โดยนำแต่พืชผักมาประกอบเป็นอาหารเพื่อการยังชีพเท่านั้น เพราะหากบริโภคสิ่งเหล่านี้ได้ตามส่วน ก็จะมีความสมบูรณ์ต่อการบำรุงร่างกายได้ดีทีเดียว อีกทั้งยังเป็นยารักษา และป้องกันโรคต่างๆ เพื่อที่จะสามารถเพิ่มความสมบูรณ์ต่อร่างกาย ให้มีความแข็งแรงกว่าการบริโภคสิ่งมีชีวิต เลือดเนื้อ และวิญญาณ
(๒) การมีเมตตาธรรม คือ การให้ความช่วยเหลือต่อเหล่ามนุษย์และสัตว์ หรือสิ่งที่มีชีวิตมีวิญญาณทั้งหลาย ด้วยการไม่เบียดเบียน และให้การช่วยเหลือเมื่อตกอยู่ในภาวะลำบาก โดยมีความพร้อมด้วย กาย วาจา ใจ เป็นที่ตั้ง
(๓) มีความยินดีต่อการกระทำของผู้ที่ประกอบกรรมดี โดยแสดงการร่วมอนุโมทนา หรือหากสามารถ ช่วยเหลือในกิจการที่ผู้นั้นกระทำ ก็ย่อมจะเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม และต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายได้มากยิ่งๆ ขึ้น นั่นคือ การที่เรียกว่า ยินดีในความดีทั้งปวง
(๔) ความวางเฉยต่อสิ่งทั้งปวงที่เบียดเบียน คือ การไม่ยินดียินร้าย ไม่สนับสนุน และไม่เข้าใกล้ผู้ที่กระทำการเบียดเบียนผู้อื่น เพื่อหลีกให้พ้นจากความชั่วทั้งหลายเหล่านั้น และ ให้การอโหสิกรรม หรือที่เรียกว่า การให้อภัย เพื่อเป็นทานต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นๆ โดยไม่กระทำการโต้ตอบ

ศีลเจพรตนี้หากจะเรียกว่าเป็น ศีลแห่งความสะอาดบริสุทธิ์ ศีลแห่งความสว่าง และ ศีลแห่งความเบาจากการเบียดเบียน ก็ถูกต้อง เพราะผู้ที่ได้ปฏิบัติตามย่อมพบกับความสะอาดหมดจดบริสุทธิ์ เกิดความสว่างไสวในจิตใจ หันเหจากตัวที่เรียกว่าสิ่งเกาะเกี่ยวหรือกิเลสทั้งปวง หมู่ชนใดที่ถือในศีลเจพรตนี้ย่อมเกิดสันติสุข สงบ ร่มเย็น และ มีความสามัคคีกลมเกลียว มีใจที่บริสุทธิ์ ต่อกันและกัน ผู้ที่เป็นฆราวาสหากได้กระทำการปฏิบัติรักษาศีลอันบริสุทธิ์ คือศีลเจพรตนี้ จิตย่อมมีความสูงขึ้นเพราะว่าเป็นส่วนช่วย สนับสนุนเกื้อกูลส่งเสริมในศีล ๕ ข้อของพระพุทธองค์ให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
ฆราวาสทั้งหลายจงอย่าได้เข้าใจผิดว่าการบริโภคเนื้อสัตว์เป็นสิ่งที่จะต้องยึดติด หรือเกิดความเสียดายในรสชาติ หรือเกิดความกลัวว่าการบริโภคเพียงแต่พืชผักจะเป็นโทษต่อร่างกาย เพราะสิ่งเหล่านี้ พระมหาโพธิสัตว์ และ พระโพธิสัตว์ ทุกๆ พระองค์ได้ถือปฏิบัติจนได้บรรลุถึงความสุขอันแท้จริง และทรงเป็นผู้ที่มีความเมตตาอย่างสูงส่ง ด้วยการอธิษฐานจิตอยู่คู่โลกเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ และส่งเสริมให้กระทำแต่ความดี ฉะนั้น ทางสายนี้ย่อมเป็นทางประเสริฐ และเกื้อหนุนให้ก้าวเดินเพื่อบรรลุถึงความดีงามต่อไปยิ่งขึ้น

อานิสงส์ของการบำเพ็ญศีลเจพรต
การสมาทานศีลเจพรตเพื่อเว้นจากการเบียดเบียนสัตว์ โดยละจากการบริโภคเนื้อสัตว์ เป็นการ สร้างเมตตาธรรมให้เกิดขึ้นกับจิตใจของผู้ที่สมาทานศีล เพราะเป็นการช่วยให้ ลดละจากความโหดร้ายอำมหิตของจิตใจ หรือ ความดุร้ายที่มีอยู่ในกมลสันดาน ของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม และจะเกิดผลดีอย่างยิ่งต่อผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ เพราะศีลข้อการละจากการเบียดเบียนนี้จะเป็นเครื่อง เสริมการปฏิบัติธรรมให้จิตมีความสงบ เพื่อนำสู่อำนาจสมาธิที่จะชักจูงให้ชีวิตมีความสงบสุข และมีจิตใจที่เยือกเย็น ซึ่งพอจะ สรุปอานิสงส์ได้เป็นหัวข้อดังนี้คือ .-
(๑) หยุดการก่อศัตรู เพิ่มมากขึ้นจนเป็นหนี้กรรมใหม่ ที่เรียกกันว่า เจ้ากรรมนายเวร ทั้งหลาย
(๒) เป็นการ สะสมสร้างบุญกุศล และ สามารถอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวร ได้อีกทางหนึ่ง
(๓) เป็นผลให้ ก่อเกิดจิตใจโอบอ้อมอารี
(๔) มี พรหมวิหารธรรม คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
(๕) ทำให้ จิตใจ สงบ เยือกเย็น และ บังเกิดผลในการประพฤติปฏิบัติธรรม ได้อย่างรวดเร็ว
(๖) สุขภาพร่างกายแข็งแรงและเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณ หรือทางเดินอาหาร ตลอดจนความเบาบางจากโรคภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการบริโภคเนื้อสัตว์

บทที่ ๒ หลักของการไม่เบียดเบียน

บทที่ ๒ หลักของการไม่เบียดเบียน

ตามหลัก “ศีลเจพรต” ของพระมหาโพธิสัตว์นั้น
· คำว่า “เจ” หมายถึงการไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
· คำว่า“เบียดเบียน” คือการกระทำต่อผู้อื่นในด้านจิตวิญญาณ หรือเป็นการเข่นฆ่าเพื่อนำร่างกายมาเป็นอาหารหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ และก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อสัตว์ทั้งหลายซึ่งหมายถึงผู้ที่มีจิตวิญญาณ มีความผูกพัน และมีความรักตัวกลัวตายเช่นกัน
จุดเริ่มต้นของพระมหาโพธิสัตว์ที่อธิษฐานจิตอยู่คู่โลก คือการสอนให้มนุษย์ไม่เบียดเบียนผู้ที่อ่อนแอกว่า โดยการไม่บริโภคเนื้อสัตว์เป็นอาหาร แต่ให้รู้ถึงบาป บุญ คุณ โทษ ที่เอาเนื้อเขามากินเพื่อบำรุงบำเรอความสุขของตน โดยที่มนุษย์ทั้งหลายตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาเองว่า หากมนุษย์เราขาดเนื้อสัตว์แล้วร่างกายจะเจริญเติบโตไปไม่ได้ แต่ครั้งดึกดำบรรพ์มานั้น มนุษย์ เราทุกผู้ทุกนามก็อยู่กันมาแบบสัตว์ด้วยกันทุกผู้ จนเกิดการพัฒนามาถึงขั้นที่เรียกตัวเองว่า “สัตว์ประเสริฐ” และเรียก สรรพสัตว์ ทั้งหลายว่า “สัตว์เดรัจฉาน”
ในความจริงแล้ว เราก็เป็นสัตว์โลกด้วยกันทั้งสิ้น แต่มนุษย์เรามีการพัฒนาตัวเองให้สูงขึ้นกว่าสัตว์ทั้งหลาย คือมีมันสมองเพื่อนำมาใช้ในทางที่ถูกที่ควรก็ดี เพื่อการยังชีพอยู่ก็ดี หรือแม้แต่เพื่อการข่มเหงรังแกผู้อื่น และเป็นปัญหาต่างๆ ขึ้นมา จนกลายเป็นที่ยอมรับกันว่าสัตว์ประเสริฐสามารถรังแกสัตว์เดรัจฉานที่มีสติปัญญาด้อยกว่า หรือมีกำลังน้อยกว่า หรือในบางโอกาสสัตว์เดรัจฉานอาจจะมีกำลังมากกว่า แต่ก็ย่อมแพ้ภัยต่อผู้มีปัญญาเหนือกว่าฉันใดฉันนั้น
พระมหาโพธิสัตว์ได้บัญญัติว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ที่มีความอ่อนแอด้วยสติปัญญาก็ดี หรือด้วยกำลังก็ดี มนุษย์เราจึงควรจะ มีเมตตาจิต ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเนื้อสัตว์มาบริโภคเป็นอาหาร เพราะเนื้อสัตว์แต่ละชิ้นก็เปรียบเสมือนเนื้อมนุษย์แต่ละชิ้น เช่นเดียวกัน จงลองพิจารณาดูว่าหากเราเสียขาไปข้างหนึ่งเราจะมีความเสียดายอาลัยอาวรณ์หรือไม่ เพราะขาข้างนั้นก็มีเนื้อของเราติดอยู่ เช่นกัน
หากมนุษย์เราเข้าใจถึงการเปรียบเทียบนี้ เราก็จะสามารถมองเห็นทุกข์ของตัวเองว่า การเบียดเบียนผู้อื่น ผู้นั้นย่อมมีทุกข์ เราเบียดเบียนเขาจิตของเราก็ย่อมมีทุกข์ แต่หากเรา ละจากการเบียดเบียนได้ จิตของเราก็จะผ่องใส ไม่มัวหมอง ไม่ติดอยู่ในกิเลสของการเข่นฆ่าเบียดเบียนซึ่งกันและกัน อันจะเป็นอานิสงส์บารมีเกิดขึ้นที่จิต เพราะหากจิตของเราสะอาด คือไม่เบียดเบียนผู้อื่น หรือไม่เบียดเบียนตนเอง จิตของเราก็มิต้องไปกังวลถึงบาป บุญ คุณ โทษ ก็ย่อมที่จะได้ประโยชน์ ได้บุญกุศลกับผู้อื่น และกับตนเองอย่างแน่นอน
ส่วน ผู้ที่ยังติดรสการบริโภคเนื้อสัตว์ คือยังต้องการที่จะกินเนื้อสัตว์อยู่นั้น อาจ มีจิตที่เข้าข้างตัวเอง และค้านขึ้นมาว่ากินเข้าไปแล้วก็ไม่เห็นมีโทษอะไร เวลากินก็อร่อย แล้วจะไปเกิดความสังเวชตามที่กล่าวมานี้ได้อย่างไร นี่คือจิตของผู้ที่ มิได้มีการพิจารณาถึงบาป บุญ คุณ โทษ และ มัวแต่คำนึงถึงความต้องการในรสอร่อยที่ตนพอใจ แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ยอมรับรู้ในความทุกข์ของผู้อื่น ซึ่งจิตของผู้ที่มิได้มีการประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่ในขั้นกลาง หรือขั้นสูง จะมีลักษณะเช่นนี้ เพราะ ผู้ที่มีจิตขั้นกลางจะเกิดความสังเวชต่อเนื้อสัตว์ ที่ตนกินเข้าไป และบางโอกาสก็มีความเพิกเฉย นั่นก็คือ ไม่เห็นถึงความเอร็ดอร่อยของเนื้อสัตว์ ที่จะบำรุงบำเรอกระเพาะและลิ้นของตนเอง
สำหรับ ผู้ที่มีจิตขั้นสูงนั้น จะไม่บริโภคเนื้อสัตว์เลย เพราะว่าสามารถตระหนักถึง บาป บุญ คุณ โทษ ของการบริโภคเนื้อสัตว์ได้ดี เปรียบเสมือนกับ คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่เปรียบมนุษย์เป็นบัว ๔ เหล่านั่นเอง เหล่าบัวที่กำลังจะพ้นจากน้ำก็ย่อมเล็งเห็นโทษของการเบียดเบียนสัตว์ แต่ผู้ที่ยังอยู่ในโคลนตมก็ย่อมจะเห็นพระธรรมคำสั่งสอนเป็นเรื่องตลกขบขันว่านรกสวรรค์ไม่มีจริง เห็นเพียงแต่ว่ามนุษย์เราเกิดขึ้นแล้วก็สูญไปเท่านั้นเอง
ฉะนั้น หากเราไม่เห็นว่าเนื้อของสัตว์เป็นสิ่งที่น่าเอร็ดอร่อย จิตของเราก็ย่อมจะสูงขึ้น เปรียบดังดอกบัวที่กำลังจะพ้นน้ำ และหากเรามีสติปัญญาหมั่นเพียรศึกษาประพฤติปฏิบัติในคำสอนของพระพุทธองค์ จิตของเราก็ย่อมจะสูงขึ้นถึงขีดสุด และย่อมที่จะมีโอกาสหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้อย่างแน่นอน

บทที่ ๑ กำเนิดของศีลการไม่เบียดเบียน

บทที่ ๑ กำเนิดของศีลการไม่เบียดเบียน
สัตว์ทั้งหลายมีชีวิต มีวิญญาณ มีจิตสร้างความผูกพัน ดังนั้น การเบียดเบียนสัตว์เหล่านั้นโดย การพรากชีวิตเพื่อนำมาเป็นอาหาร ก็เท่ากับ เป็นการสะสมซากสัตว์ไว้ในร่างกาย สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ “กรรม” และ “ผลของกรรม” ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นมวลกิเลสอย่างมหาศาล สัตว์ต่างๆ ทั้งน้อยใหญ่ย่อมเดือดร้อนเมื่อต้องถูกพลีชีวิตเป็นอาหารให้ “มนุษย์” ผู้ซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็น สัตว์อันประเสริฐผู้มีปัญญา ที่ได้กระทำการ เบียดเบียน ทำร้ายร่างกายและชีวิตสัตว์ที่มีความด้อยกว่าในทุก ๆ ด้าน
พระมหาโพธิสัตว์ ได้ทรงเล็งเห็นว่า พืช ผัก ถั่ว งา และผลไม้ต่างๆ ที่มีอยู่อย่างมากมายหลายชนิด ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายที่จะทำให้มีชีวิตดำรงอยู่สืบต่อไปได้เช่นเดียวกับเนื้อสัตว์ คือ สามารถนำมาประกอบเป็นอาหารเพื่อประทังความหิวและการอยู่รอด และสามารถประกอบภารกิจในชีวิตประจำวันได้ โดยที่ไม่ต้องมีการเบียดเบียนสรรพสัตว์ทั้งหลาย
พระองค์จึงได้อธิษฐานจิตเป็น “พระโพธิสัตว์” อยู่คู่โลก เพื่อช่วยเหลือเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ตกทุกข์ได้ยาก และได้ทรงบัญญัติ “ศีลการไม่เบียดเบียน” ให้กับผู้ที่เห็นคุณค่า ในการประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในพระพุทธศาสนา อันได้แก่ผู้ที่มีจิตเป็นกุศล มีสติที่จะควบคุมตัวเอง ให้ละจากการเบียดเบียนเนื้อสัตว์ เพื่อให้มนุษย์เราทั้งหลายมีจิตใจที่จะ ละจากความเหี้ยมโหด ละจากกิเลส คือ ไม่มีจิตใจที่เหี้ยมโหดจนเกินไปในการที่จะนำสัตว์ทั้งหลายมาเป็นอาหาร ซึ่งเท่ากับไม่สร้างศัตรูในภักษาหาร เพื่อเป็นการเตือนใจให้ใช้สติปัญญาพิจารณาว่า มีสิ่งใดที่เราควรละจากกิเลส ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
ฉะนั้น จงระลึกอยู่เสมอว่า สัตว์ก็มีชีวิตจิตใจ มีอายุขัย มีพ่อแม่พี่น้อง รู้จักเศร้าโศก และรักตัวกลัวตายเหมือนกับมนุษย์เรา เช่นกัน คือ รู้จักดีใจและเสียใจ เว้นแต่เพียงว่าสัตว์ทั้งหลาย มีสติปัญญาน้อย และ มีความโง่เขลากว่า อีกทั้งยังสื่อภาษากับมนุษย์ไม่ได้ เพราะฉะนั้น การที่ ไม่ฆ่าสัตว์ และ ไม่เบียดเบียนสัตว์ จึงเป็นมหากุศล อย่างหนึ่งต่อตัวเรา
พระพุทธเจ้าที่อุบัติขึ้นในโลกทุกๆ พระองค์ ก็ล้วนแล้วแต่มีเมตตาจิตที่เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรม แม้แต่ “องค์พระสิทธัตถะ” ที่ได้บรรลุเป็น “องค์พระศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” องค์ปัจจุบันที่อุบัติขึ้นในชมพูทวีป ผู้ค้นพบธรรมชาติ และผู้กำหนดให้พระพุทธศาสนาในปัจจุบันมีกำหนดอายุขัยถึง ๕,๐๐๐ ปี และบัญญัติให้พระสมมุติสงฆ์ในพุทธศาสนามีวินัย ๒๒๗ ข้อ หรือฆราวาสมีศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ หรือแม้แต่ผู้ที่ถือศีลประจำใจเพียง ๓ ข้อก็ดี สิ่งเหล่านี้เป็นข้อบ่งชัดว่า พระพุทธองค์ทรงมีพระเมตตาต่อสัตว์โลกอย่างเปี่ยมล้น และเห็นคุณค่าของศีลการไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ดังจะเห็นได้จาก ศีลข้อแรกที่พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติขึ้นในพระพุทธศาสนา คือ “ การไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน” นั่นเอง
ในความเป็นจริงแล้ว “องค์พระสิทธัตถะ” และ แม้เหล่าเชื้อสายราชวงศ์ในตระกูลของพระองค์ ก็มิมีการเบียดเบียนเนื้อสัตว์ เพราะพระองค์ได้ทรงตระหนักถึง อานิสงส์ของการละเว้นจากการบริโภคเนื้อสัตว์ ว่า เป็นกุศลสูง อย่างหนึ่ง ที่สามารถตัดรอนมิให้ เจ้ากรรมนายเวร มาจองล้างจองผลาญซึ่งกันและกัน และสามารถพ้นจาก กฎแห่งกรรม ได้ง่ายกว่า
ผู้หลุดพ้น หรือผู้รู้แจ้งเห็นจริงทั้งหลาย สามารถยืนยันได้ว่าตลอดชีวิตของพระพุทธองค์ในชาติสุดท้าย พระพุทธองค์มิเคยเสวยเนื้อสัตว์ หรือเบียดเบียนเนื้อสัตว์ทั้งสิ้น เพราะพระองค์เป็นผู้เปี่ยมล้นด้วยบุญญาบารมีและบุญญาธิการที่กำลังจะเป็นบัวพ้นน้ำ และได้บรรลุเป็นองค์พระศาสดาตามที่อธิษฐานจิตไว้ จนบังเกิด พระรัตนตรัย หรือ พระพุทธ พระธรรม พระอริยะสงฆ์ ขึ้นในโลก
ศีลเจพรตของพระมหาโพธิสัตว์ ในการไม่เบียดเบียนสัตว์นี้ จึงเป็นศีลที่เหล่ามวลชนมนุษย์ทั้งหลายยอมรับว่า เป็นศีลที่มีคุณธรรมสูง และมีความดีเด่นสืบทอดมากับมนุษย์ทุกชนทุกเผ่าเป็นเวลาหลายพันปีมาแล้ว จนในปัจจุบันนี้ก็เป็นศีลข้อหนึ่งที่มนุษย์เราทั้งหลายมีความศรัทธากันมาก และยอมรับปฏิบัติสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
เพราะฉะนั้น หากมนุษย์เราทั้งหลายได้มีการละจากการเบียดเบียนเนื้อสัตว์ แม้จะเป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก็ยังดีกว่ามิได้กระทำเลย เพราะจะเกิดเป็นบารมีบุญกุศลต่อตนเอง เพื่อสั่งสมเป็นทุนรอนต่อไปในภพหน้า ฉะนั้น จงพิจารณาดูกันเถิดว่าศีลเจพรตนี้มีประโยชน์ต่อมนุษย์เราและสัตว์ทั้งหลายเพียงใด

คำนำ

คำนำ


ในปีหนึ่งๆ ที่ผ่านไปนั้นเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายต้องตกเป็นอาหารของมนุษย์เราอย่างนับไม่ถ้วน นั่นคือการเบียดเบียนเข่นฆ่าผู้ที่อ่อนแอกว่า โดยถือคตินิยมว่าเนื้อสัตว์เป็นอาหารที่มีรสชาติอันโอชะของปวงมนุษย์ ดังนั้นจึงเปรียบเสมือนกับว่ามนุษย์เราทุกๆ ผู้เป็นผู้ที่มีป่าช้าอยู่ในตัวเองทุกผู้ เพราะมีซากสัตว์ตกลงสู่กระเพาะของเราอย่างมากมาย ซึ่งนับว่าเป็นป่าช้าที่กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่ามหาสมุทรที่ถมเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็มและไม่มีขอบเขตจำกัด ทั้งๆ ที่การเบียดเบียนสัตว์นี้เป็นเรื่องของการก่อหนี้กรรมทั้งสิ้น เพราะหากยิ่งกินเนื้อสัตว์มากเท่าใดก็ยิ่งเพิ่มการประกอบกรรมมากขึ้น และจะเป็นเหตุให้เหล่าดวงวิญญาณของสรรพสัตว์ทั้งหลายมีความอาฆาตแค้นสะสมมากขึ้นเท่านั้นมนุษย์เราทุกคนจึงควรที่จะทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ถึงเรื่องการเบียดเบียนและเรื่องจิตวิญญาณ เพราะมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายต่างก็มีจิตวิญญาณเช่นเดียวกัน ต่างกันแต่ว่ามนุษย์นั้นแสดงออกให้เห็นถึงความโลภ โกรธ หลง อย่างเด่นชัด และเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกยกย่องจากเหล่ามนุษย์ด้วยกันเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ กล่าวคือมีสติปัญญา มีความรู้และความเฉลียวฉลาดที่จะสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการกระทำของแต่ละผู้ได้ ส่วนสัตว์ทั้งหลายนั้นถูกเรียกว่าสัตว์เดรัจฉานเพราะ ขาดสติปัญญาในการพิจารณา ซึ่งเป็นข้อแตกต่างสำคัญที่ไม่เหมือนมนุษย์นั่นเองมนุษย์มีสมองในการที่จะพิจารณาเลือกการกระทำของตนเองได้ ซึ่งจิตวิญญาณของเหล่าสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายก็มีความต้องการเลือกการกระทำเช่นเดียวกัน แต่ไม่มีโอกาสที่จะทำได้ และต้องปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมที่ได้กระทำไว้ตามกรรมของตน ในขณะที่มนุษย์เราทั้งหลายมีโอกาสจะประกอบกรรมดีหรือกรรมชั่วที่สามารถทำให้จิตวิญญาณได้ขึ้นสวรรค์ ลงนรก หรือหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ ซึ่งเท่ากับว่ามนุษย์เป็นผู้มีโอกาสเลือกการกระทำของตน ฉะนั้นมนุษย์จึงควรที่จะรักษาความประเสริฐและรักษาโอกาสของตนไว้โดยการตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และไม่เบียดเบียนสัตว์ เพราะการเบียดเบียนสัตว์นั้นเป็นการสร้างความอาฆาตพยาบาท ซึ่งมีผลผูกพันไปถึงครอบครัวและลูกหลานของเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายอีกส่วนหนึ่งด้วย เพราะมนุษย์เราไปพรากเขาจากครอบครัวที่มีสื่อสัมพันธ์ในด้านความรักและการสืบสายเลือดเช่นเดียวกับมนุษย์ มนุษย์เราบางผู้อาจจะคิดว่าในเมื่อเรามิได้เป็นผู้ลงมือกระทำการเบียดเบียนชีวิตด้วยตัวเราเอง เราเพียงแต่เป็นผู้ไปซื้อเนื้อสัตว์มาประกอบเป็นอาหารเท่านั้นเราจะมีบาปด้วยหรือ ถ้าเป็นกรณีเช่นนี้ก็จงใช้สติปัญญาพิจารณาอย่างเป็นธรรมดูเถิดว่าการที่ผู้อื่นประกอบกรรมในการฆ่าสัตว์นั้น เขาก็ย่อมหวังที่จะทำการค้าโดยหวังผลกำไรจากการที่เราไปซื้อเนื้อสัตว์นั้นๆ เพราะฉะนั้นการที่เราไปซื้อเนื้อสัตว์ก็เท่ากับเราเป็นผู้ส่งเสริมให้มีการฆ่าสัตว์นั่นเอง หากแม้นเป็นกรณีที่ตัวเราจะอ้างว่าการซื้อเนื้อมาบริโภคโดยที่มิได้ลักขโมยมานั้นจะเป็นบาปด้วยหรือ ก็ขอให้เราได้พิจารณาต่อไปด้วยใจเป็นธรรมและมีความเป็นกลางอย่างแท้จริง โดยตรองให้ลึกซึ้งเถิดว่าเรานั้นเป็นผู้ที่ส่งเสริมการกระทำบาปให้เกิดขึ้นโดยทางอ้อมหรือไม่ หรือเราเปรียบเสมือนเป็นผู้สั่งฆ่าหรือไม่ เพราะผู้ที่กระทำการฆ่าก็เปรียบเสมือนกับเพชฌฆาตที่เป็นลูกจ้างของผู้สั่งฆ่านั่นเอง ฉะนั้นผู้ที่เป็นเพชฌฆาตย่อมจะมีความผิดที่ต้องได้รับโทษอย่างมหันต์ และผู้ที่สั่งฆ่าก็ย่อมจะต้องมีความผิดด้วยเช่นเดียวกัน จงตรองดูเถิดว่าจิตวิญญาณของสัตว์ทั้งหลายก็มีความอาฆาตแค้น มีความผูกพันอยู่กับครอบครัวหรือสิ่งที่ตนรักและหวงแหน ก็ย่อมที่จะต้องตามล้างตามผลาญเพื่อชดใช้หนี้กรรมสืบต่อกันไป ดังนั้นถึงแม้ว่ามนุษย์เราจะหลงติดอยู่ในรสชาดของเนื้อสัตว์ว่าเป็นอาหารอันโอชะและสามารถบำรุงร่างกายของมนุษย์ให้มีความเจริญเติบโตเพื่อให้เกิดมีพลังในการประกอบสัมมาอาชีพก็ตาม แต่มนุษย์เราพิจารณากันบ้างหรือไม่ว่าพืชผักที่มีอยู่มากมายเหลือคณานับอันเป็นสิ่งที่ไม่มีจิตวิญญาณ และไม่มีจิตอาฆาตแค้นก็เป็นอาหารที่มีคุณค่าอย่างมหาศาลในการบำรุงร่างกายให้เจริญเติบโตได้เช่นเดียวกัน ฉะนั้นมนุษย์เราจะนำพืชผักเหล่านี้มาเป็นอาหารเพื่อจะเป็นการทดแทนอาหารที่ทำขึ้นจากเนื้อสัตว์ไม่ได้เชียวหรือ เพราะการละจากการบริโภคเนื้อสัตว์ก็เป็นการหยุดก่อหนี้กรรม และหยุดการสะสมนำซากสัตว์เข้าสู่ป่าช้าในร่างกายของเรา หากมนุษย์เราสามารถละจากการบริโภคเนื้อสัตว์ได้มากเท่าใดก็ยิ่งเป็นกุศลต่อตัวเราเองที่ไม่เบียดเบียนสัตว์มากเท่านั้น