แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติ แสดงบทความทั้งหมด

หลวงพ่อนิยม(แกะ) และ (พระอาจารย์กบ) วัดตะเคียนเตี้ย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี



หลวงพ่อนิยม กันตจาโร วัดตะเคียนเตี้ย
"หลวงพ่อนิยม กันตจาโร" หรือ พระครูเมตตาธิการี วัดนาลิกวนาราม (ตะเคียนเตี้ย) อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งเมืองชลบุรี มีเมตตาธรรมสูง พลังจิตที่เข้มขลังอาคมที่แก่กล้า นามของท่านขจรขจายไปไกลทั่วภาคตะวันออก

พระครูเมตตาธิการี มีนามเดิมชื่อ แกะ ประกอบธรรม เกิดเมื่อวันพุธ ปีขาล เดือนหก ตรงกับปีพุทธศักราช 2481 ที่บ้านตะเคียนเตี้ย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายโด๊ด และนางสังวาลย์ ประ กอบธรรม มีพี่น้องฝาแฝด 2 คน หลวงพ่อเป็นแฝดผู้น้อง แฝดผู้พี่เสียชีวิตตั้งแต่มีอายุได้เพียง 15 วัน ครอบครัวมีอาชีพทำนา

ในช่วงวัยเยาว์ ได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนตะเคียนเตี้ย สำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 จนอายุ 17 ปี ได้เข้าพิธีบรรพชาเป็นสามเณรเพื่อศึกษาเล่าเรียน จนอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อปี พ.ศ.2501

แต่ปรากฏว่าท่านบวชได้เพียงพรรษาเดียว ต้องมีเหตุต้องให้ลาสิกขา เนื่องจากไปคัดเลือกเกณฑ์ทหารจับได้ใบแดง

หลังพ้นเกณฑ์ทหาร ท่านได้ใช้ชีวิตทางโลก กระทั่งเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส เข้าพิธีอุปสมบทเป็นครั้งที่สอง เมื่อปี พ.ศ.2517 ณ พัทธสีมาวัดประชุมคงคา (โรงโป๊ะ) โดยมีพระครูพิพัฒนธรรมคุณ (หลวงเตี่ยจรินทร์) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระใบฎีกาถมยา วัดประชุมคงคา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และพระใบฎีกาประยงค์ เจ้าอาวาสวัด นาลิกวนาราม เป็นพระกรรมวาจารย์ ได้รับฉายาว่า กันตจาโร แปลว่า ผู้มีมารยาทน่ารัก

หลังจากนั้นได้ย้ายมาอยู่จำพรรษา ณ วัด นาลิกวนาราม (ตะเคียนเตี้ย) ได้ศึกษาพระปริยัติธรรม จนสามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนคณะจังหวัดชลบุรี

ต่อมา ท่านเป็นพระนักเทศน์ที่มีชื่อเสียง มีสำเนียงเสียงที่ไพเราะจับจิตจับใจผู้ฟัง และสนับสนุนด้านการศึกษาให้พระภิกษุ-สามเณรอย่างจริงจัง

พ.ศ.2530 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนาลิกวนาราม (ตะเคียนเตี้ย) ได้รับแต่งตั้งเป็นฐานานุกรมในตำแหน่งพระใบฎีกาแกะ กันตจาโร

วันที่ 5 ธันวาคม 2549 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่พระครูเมตตาธิการี

ท่านได้พัฒนาและสร้างความเจริญให้วัดนาลิกวนาราม ด้วยการสร้างศาลาการเปรียญต่อจากพระใบฎีกาประยงค์ อดีตเจ้าอาวาสองค์ก่อนให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ สร้างศาลาทรงไทย ศาลาฌาปนกิจ สร้างเมรุ ซื้อที่ดินขยายพื้นที่วัดเพิ่มอีกประมาณ 12 ไร่ เป็นต้น

หลวงพ่อนิยมมีความสนใจและเริ่มศึกษาเรื่องวิทยาคมตั้งแต่มีอายุได้เพียง 10 ขวบ กับโยมตาสืบ เปลี่ยนสี อาจารย์ฆราวาสจอมขมังเวทและหมอยาเลื่องชื่อ อีกทั้งท่านยังได้รับการสักยันต์และร่ำเรียนวิชาจากพระเกจิอาจารย์แห่งภาคตะวันออกหลายท่าน อาทิ หลวงพ่อหิน วัดหนองสนม, หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว, หลวงพ่อทัด วัดช่องแสมสาร และหลวงพ่อสงฆ์ วัดหนองสนม เป็นต้น

ครั้งหนึ่ง ท่านได้เดินทางไปเรียนวิชาลงตะกรุดโทนกับหลวงพ่อเขียน วัดตะพุนทอง พ.ศ.2528 ศึกษาวิทยาคมจากหลวงปู่เริ่ม ปรโม วัดจุกกะเฌอ ทั้งยังศึกษาจากอาจารย์ฆราวาสอีกหลายท่าน

ด้วยความที่หลวงพ่อนิยมเป็นผู้ที่มีชาวบ้านให้ความเลื่อมใสศรัทธาเป็นจำนวนมาก หลวงพ่อนิยมจึงได้สร้างวัตถุมงคลเอาไว้หลายรุ่น ทั้งเหรียญพระ พระผง รูปหล่อ

แต่ที่ท่านจัดสร้างท่านเน้นจัดสร้างเพื่อแจกเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือหารายได้เพื่อนำมาก่อสร้างหรือบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะ ท่านถึงจะให้บูชา

หลวงพ่อนิยมนั่งวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างต่อเนื่องมิได้ขาด จนกลายเป็นวัตรปฏิบัติของท่านอย่างเคร่งครัด เรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดีในหมู่คณะศิษยานุศิษย์

ท่านเป็นคนอารมณ์ดี ไม่เคยดุด่าหรือว่าใครให้เจ็บช้ำน้ำใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว สิ่งที่ท่านจะมีให้ลูกศิษย์อยู่เสมอ คือ ความรัก ความห่วงใย ความเมตตาที่เท่าเทียมและเสมอภาคกันโดยมิมีลำเอียง

หลวงพ่อนิยมได้มรณภาพด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2552 ในขณะที่ท่านนั่งสมาธิวิปัสสนากัมมัฏฐาน (โดยท่านนั่งสมาธิมรณภาพ)

การจากไปของท่านได้สร้างความเศร้าสลดแก่คณะศิษย์และผู้ที่ศรัทธาในตัวหลวงปู่เป็นอย่างมาก

ปัจจุบัน สังขารหลวงพ่อนิยม ทางวัด นาลิกวนาราม ได้เก็บไว้เพื่อขอรับพระราชทานเพลิงศพต่อไป

ขอขอบพระคุณที่มาข้อมูล : วันที่ 04 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7177 ข่าวสดรายวัน
คอลัมน์ อริยะโลกที่ 6
ชำนาญ ใจเอื้อ



วัดนาลิกวนาราม ( ตะเคียนเตี้ย ) ต.ตะเคียนเตี้ย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
พระครูปลัดสุรชัย ยโสธโร (พระอาจารย์กบ) วัดตะเคียนเตี้ย
ศิษย์เอก หลวงพ่อนิยม(แกะ) วัดตะเคียนเตี้ย และ หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ

พระอาจารย์กบ อยู่กับหลวงพ่อนิยม ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร ปรณนิบัติรับใช้และศึกษาวิชาต่างตั้งแต่เป็นสามเณร ( เช่นเดียวกับที่หลวงพ่อสาคร เคยเป็นเช่นนั้นกับหลวงปู่ทิม)

สมุดตำราที่เป็นมรดกตกทอดมา มีทั้งลายมือหลวงพ่อนิยม และ ที่อาจารย์จดไว้เอง อาจารย์เล่าว่า หลวงพ่อนิยมท่านเป็นผู้ที่ชอบศึกษาหาความรู้มากๆ พระเก่งๆทางภาคตะวันออก หลวงพ่อนิยม ท่านไปหามาแล้วเกือบทั้งหมด มิได้ไปกราบเฉยๆ และได้ไปเรียนมา เดี๋ยววันหลังจะหามาเล่าให้ฟังครับ หลวงพ่อนิยม ท่านเรียน ยันต์พัดโบก จากหลวงพ่อหิน วัดหนองสนม อาจารย์กบเล่าว่า หลวงพ่อนิยมเคยบอกว่า ผ้ายันต์พัดโบกรุ่น 2 ของหลวงพ่อหิน ท่านเป็นคนเขียนหลายๆๆผืนอยู่ เดี๋ยววันหลังได้ข้อมูลจะมาเขียนเรื่องหลวงพ่อนิยมกันครับ ฟังเรื่องเล่าจากพระอาจารย์กบแล้วหน้าสนใจมากๆ พระอาจารย์ท่านให้ดูหลักฐานประกอบ
หลวงพ่อนิยม กับ หลวงพ่อสาคร ทั้งเป็นสหธรรมิก เป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก
พระอาจารย์กบ เล่าว่า ช่วงที่หลวงพ่อนิยมยังมีชีวิตอยู่ ท่านไม่ค่อยได้เรียนวิชาอะไรกับหลวงพ่อสาคร ซักเท่าไร เพราะวิชาความรู้ คาถาอาคมต่างๆใกล้เคียงกันมากๆ อาจารย์กบเริ่มไปเรียนกับหลวงพ่อสาคร ก็ช่วงที่หลวงพ่อนิยม มรณภาพไปแล้ว อาจารย์กบ ก็เลือกเรียนเฉพาะวิชาที่ยังขาดไปต่าง จากหลวงพ่อสาคร ช่วงหลังเห็นพระอาจารย์ ไปกราบหลวงพ่อนัส วัดอ่าวใหญ่ ไม่ทราบได้อะไรติดๆมาบ้าง คิดว่างานนี้อาจารย์ คงนิมนต์หลวงพ่อนัส นี้แหละ เป็นพระประธานปลุกเสก พร้อม สารนุศิษย์หลวงพ่อสาคร สายเดียวกัน























ประวัติ หลวงพ่อรัตน์ อตฺตสาโร วัดป่าหวาย ต.หนองบัว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

ประวัติ หลวงพ่อรัตน์ อตฺตสาโร วัดป่าหวาย ต.หนองบัว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง


หลวงพ่อรัตน์  อตฺตสาโร
สืบทอดพุทธาคมสายหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ โดยได้ศึกษาร่ำเรียนจาก หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ ศิษย์เอกหลวงปู่ทิม หลวงพ่อรัตน์เป็นศิษย์ใกล้ชิด หลวงปู่ทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้งรูปสุดท้าย ได้รับมรดกจากหลวงปู่ทาบ ทั้งวิชาอาคมสีผึ้งเขียว และกระดานชนวนอายุนับร้อยปี อีกทั้งยังเคยติดตามหลวงปู่ทาบ ไปวัดหนองกระบอก เพื่อแลกเปลี่ยนวิชากับหลวงพ่อลัด  จึงได้เคล็ดวิชาการสร้างเสกแพะ ตำราหลวงปู่อ่ำ จากหลวงพ่อลัด วัดหนองกระบอกมาอีกด้วย หลวงพ่อรัตน์ จึงนับได้ว่า เป็นผู้รอบรู้ศาสตร์วิชา สายระยองอย่างครบถ้วน

หลวงพ่อรัตน์ อตฺตสาโร
      มีนามเดิมว่า รัตน์ นามสกุล บุญสม เกิดที่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2484 บิดาชื่อ สด มารดาชื่อ แช่ม มีพี่น้อง 8 คน หลวงพ่อรัตน์ เป็นคนที่ 2 ครอบครัวมีอาชีพ  ทำนา,ทำไร่ เป็นเกษตรกร  เมื่ออายุได้ 7 ขวบ ได้เข้าศึกษาที่วัดใหม่กระบกขึ้นผึ้ง ซึ่งหลวงพ่อรัตน์ สนใจเรียนด้านคงกระพัน และ หนังเหนียว มากกว่าวิชาเรียนปกติ อีกทั้งยังชอบทดลองวิชาที่เรียนมา ว่าได้ผลจริงไหม
เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก็ต้องออกมาช่วยครอบครัวทำงาน พอโตมา ก็ได้เข้ารับการเกณฑ์ทหารแต่ไม่ถูกทหาร

        เมื่ออายุครบ 20 ปี ก็ได้อุปสมบทที่วัดใหม่กระบกขึ้นผึ้ง โดยมีหลวงพ่อลัด วัดหนองกระบอก เป็นพระอุปัชฌาย์  และได้จำพรรษาอยู่ที่นั่น เนื่องจากเป็นวัดใกล้บ้านของท่าน  ได้ศึกษาวิชาจากหลวงปู่ทาบ ซึ่งท่านก็ เมตาสอนให้ แบบเต็มที่ ทั้งวิชา ทำน้ำมนต์,การหุงสีผึ้งเขียว วิชาของหลวงปู่ทาบ นั้นจะหนักไปทางด้านเมตตา

        จากนั้นหลวงพ่อรัตน์ ก็ได้สึกออกมามีครอบครัว  มีบุตร 3 คน แล้วจึงย้ายครอบครัวมาประกอบอาชีพ ทำนา,ทำไร่อยู่แถวบ้านป่าหวาย

        สมัยก่อนแถบนี้ไม่มีวัด ไม่มีโรงเรียน  พอจะทำบุญก็ต้องออกไปทำที่วัดหนองกรับ จนชาวบ้านร่วมใจกันสร้างโรงเรียน ในบ้านป่าหวาย  และสร้างวัดขึ้นด้วย แต่ก็ติดขัด ไม่มีพระอยู่ประจำ  ทุกๆปี ต้องไปนิมนต์พระจากวัดอื่นมาจำพรรษาที่นี่

         ต่อมา ปี พ.ศ. 2530 หลวงพ่อรัตน์ก็ช่วย หาพระมาอยู่ประจำที่วัดป่าหวายนี้  ไปๆมาๆ เลยได้มาบวชเอง  และได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าหวายนี้ และได้รับการแต่งตั้ง จากเจ้าคณะอำเภอ  ให้เป็นผู้ดูแลวัดป่าหวาย

         ในช่วงปี 2530-2533 หลวงพ่อรัตน์ได้เริ่มเรียนวิชา  คาถาอาคมต่างๆ จากหลวงพ่อสาคร อย่างจริงจัง และเทียวมา ต่อวิชาเพิ่มเติมอยู่เสมอ  เนื่องจากวัดป่าหวาย และวัดหนองกรับนั้น ห่างกันไม่กี่กิโลเมตร

         สมัยที่อยู่วัดหนองกรับ ยังได้มีโอกาสศึกษาวิชากับหลวงพ่อทอง ศิษย์หลวงพ่อวงษ์วัดบ้านค่าย ผู้เป็นศิษย์เอก ของหลวงปู่สังข์เฒ่า วัดเก๋งจีนอีกด้วย

         หลวงพ่อสาคร ท่านเมตตาสอนวิชาให้หลวงพ่อรัตน์อย่างไม่ปิดบัง วิชาสร้างพระเครื่อง, เคล็ดวิชาบวงสรวงเสกแพะ  วิชาทำน้ำมนต์  เจิมบ้าน,เจิมรถ และยังได้รับมอบ ผงพรายกุมาร ไว้เพื่อสร้างพระอีกด้วย  หลวงพ่อรัตน์ท่าน เริ่มสร้างวัดป่าหวาย อย่างจริงจัง เมื่อปี พ.ศ. 2534 โดยได้รับความช่วยเหลือจากหลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ

         โดยได้สร้างเมรุเผาศพก่อน เพราะสมัยนั้น เวลามีคนตาย ก็ต้องนำไปเผาที่วัดหนองกรับ และมาเริ่มสร้างอุโบสถ เมื่อปี พ.ศ. 2537 ได้ยกช่อฟ้าในปี พ.ศ. 2542 ต่อด้วยการสร้างศาลา และกุฏิสงฆ์ตามลำดับ


          หลวงพ่อรัตน์ วัดป่าหวาย นับว่าเป็นพระนักพัฒนา อีกทั้งยังรอบรู้เวทย์วิทยาคม ของครูบาอาจารย์สายระยอง อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบโดยแท้ จึงไม่แปลกที่วัตถุมงคล  ที่ท่านสร้าง และเสกไว้นั้นทั้ง  พระขุนแผนรุ่นแรกสมเด็จนักเลงโต แพะเขาควายฟ้าผ่า,  ตะกรุดโทน,  หนุมานเหรียญที่ระลึกรุ่นต่างๆ ล้วนได้รับความนิยม  และเกิดประสบการณ์มากมาย กับผู้ที่นำไปใช้  จนใครที่มีไว้ใช้ ก็ต่างหวงแหน ประกอบกับจำนวนการสร้างที่น้อย ทำให้ เวลามีการเช่าบูชาเปลี่ยนมือแต่ละครั้ง จึงมีสนนราคาในการ เช่าหาที่ค่อนข้างสูง เพราะประสบการณ์ และความหายากนั่นเอง













ประวัติครูบาออ ปัณฑิต๊ะ สำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่



ประวัติครูบาออ ปัณฑิต๊ะ

สำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่



          หลวงปู่ครูบาออ ปณฺฑิต๊ะ ปัจจุบันอายุย่างเข้าได้ ๙๕ ปี พรรษาที่ ๕๙ พรรษา เจ้าสำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศเหนือโดยประมาณ ๑๑๐ กิโลเมตร
            หลวงปู่ครูบาออ ปณฺฑิต๊ะ ท่านเกิดวันอังคาร เดือนสิบสองไตยใหญ่ตรงกับเดือนพฤศจิกายนของไทยเรา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๑ ปีขาล ที่หมู่บ้านน้ำหน่อ ตำบลปางซาง จังหวัดลายข่า ประเทศพม่า(รัฐฉานไทยใหญ่) บิดาเป็นกำนันชื่อนายจั่นตา มารดาชื่อนางเห็งแปรมีพี่น้องร่วมกันทั้งหมด ๑๐ คน หลวงปู่ครูบาออ เป็นคนที่ ๙ ของครอบครัว
            ปัจจุบันพี่น้องได้เสียชีวิตไปหมดแล้วคงเหลือแต่หลวงปู่ครูบาออท่านเดียวท่านยังมีหลานๆ อยู่ในตำบลเมืองนะ หลายคนในปัจจุบัน ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ ๗ ขวบจนถึงอายุได้ ๑๕ ปี เกิดสงครามโลกครั้งที่๒ท่านได้ลาสิกขาไปเป็นทหารร่วมรบกับกองกำลังทหารไทยใหญ่ ในฐานะผู้นำทัพ(เทียบเท่านายพลของไทย) พอปลดจากทหารแล้ว ท่านได้กลับมาอุปสมบทอีกครั้งโดยมีเจ้าปิ่นยา สังฆราชของไทยใหญ่บวชให้เมื่อราวปีพุทธศักราช ๒๔๙๗ ท่านเคร่งครัดในวินัยการปฏิบัติของสงฆ์เป็นอย่างยิ่ง ใช้ชีวิตสันโดษสมถะ เรียบง่ายและมีความมานะอดทนสูง
            ที่บนสำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีชาวบ้านสักหลังคาเรือน แต่ท่านอยู่ได้ถือได้ว่า ท่านเป็นพระเกจิสุปะฏิปันโณที่น่าศรัทธาเลื่อมใสรูปหนึ่งเลยทีเดียว ไม่ว่าใครได้พบเห็นหลวงปู่ครูบาออ จะมีความศรัทธาเลื่อมใสแทบจะในทันทีแล้วตรงเข้ามากราบไหว้ด้วยใจศรัทธาเลื่อมใส โดยปกติท่านจะมีเมตตาต่อญาติโยมทุกๆคนที่เข้าไปกราบไหว้หลวงปู่ครูบาออไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตามและใครก็ตามท่านจะมีเมตตาให้เสมอในด้านความเข้มขลังในวิทยาและอาคมกล่าวได้ว่าสุดยอดเลยทีเดียว
            หลวงปู่ครูบาออได้ร่ำเรียนจากตำราบ้างครูบาอาจารย์ของท่านจำนวน ๙ รูป ปัจจุบันยังคงเหลืออยู่ ๑รูปอยู่ที่ประเทศพม่ารัฐฉานไทยใหญ่เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาอาคมและการปฏิบัติตน ในแบบฉบับวิปัสสะนากรรมฐานสันโดดตอนที่เป็นทหารนั้น ท่านก็ยังเป็นหมอรักษาผู้ป่วยด้วยวิชาอาคมจนหายนับไม่ถ้วนจนเป็นที่เล่าขานมาทุกวันนี ในรอบ ๑ ปีพลโทเจ้ายอดศึกผู้นำทหารไทยใหญ่รัฐฉานต้องมากราบไหว้และ ลงอักขระสำทับวิชาอาคมในตัวโดยอาราธนาหลวงปู่ครูบาออทำพิธีตามแบบไทยใหญ่เพื่อความเป็นศิริมงคล แก่ชีวิตเพิ่มความเข้มขลังขมังเวทย์อยู่ยงคงกระพันใว้ป้องกันภัยสาระพัดในสนามรบที่ล้วนมีแต่อันตรายทุกนาที หลวงปู่ครูบาออได้มอบหมายให้ลูกศิษย์จัดสร้างวัตถุมงคลมาหลายชนิดทั้งที่บันทึกไว้ และไม่ได้บันทึกไว้เมื่อสร้างแล้วลงอักขระสำทับวิชาอาคมทำพิธีตามแบบไทยใหญ่แล้วปลุกเสกหลัง จากนั้นมอบให้ลูกศิษย์แจกจ่ายให้ทหารและชาวบ้านบ้างพ่อค้าแม่ค้าบ้างนำไปใช้จนเกิดผลสำเร็จทุกคนปัจจุบันหายากสุดๆ





             หลวงปู่ครูบาออ  ปณฺฑิต๊ะ  ปัจจุบันอายุได้ ๙๑ ปี พรรษาที่ ๕๖ เจ้าอาวาสพระธาตุดอยจอมแวะ ต.เมืองนะ  อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 
           ท่านเกิดเมื่อวันอังคาร เดือนสิบสองไทย(ธันวาคม) พ.ศ. ๒๔๖๓ ปีวอก ที่ บ้านน้ำหน่อ ต.ปางซาง จ.ลายข่า ประเทศพม่า(ไทยใหญ่) บิดาเป็นกำนัน ท่านชื่อจั่นตา มารดาชื่อนางเห็งแปร มี พี่น้องร่วมกันทั้งหมด ๑๐ คน ครูบาออเป็นคนที่ ๙ ของครอบครัว ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด ปัจจุบันได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว คงเหลือแต่ท่านคนเดียว ท่านมีหลาน ๆ ลูกพี่ลูกน้องอยู่ในหมู่บ้าน เมืองนะ หลายคน ที่พอจะคอยดูแล ในช่วงที่ท่านเป็นเด็ก เด็กชายออ นั้นได้เริ่มบรรพชาสามเณร ตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ จนถึงอายุ ๑๕ ปี พอดีในช่วงนั้นได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านได้ลาสิกขาไปรับใช้ชาติเป็นทหารร่วมรบกับกองกำลังทหารไทยใหญ่ หลังปลดจากทหารแล้วได้กลับมาอุปสมบทอีกครั้งได้ ๕๖ พรรษาท่านเป็นพระเกจิสายเดียวกับครูบาเป็งยา มหานยกะ วัดเปียงหลวง อ.เวียงแหง ปัจจุบันเป็นพระเกจิที่พลโทเจ้ายอดศึกและทหารไทยใหญ่ 
         แม้แต่คนไทยที่อยู่ในแถบนั้นให้ความศรัทธานับถืออย่างมาก โดยกองทัพไทยใหญ่ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อทหารพม่าเลย ทั้งที่กองกำลังทหารมีจำนวนน้อยกว่า ท่านชอบใช้ชีวิตที่สมถะสันโดษ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย เรียบง่าย เรื่องอาหาร เมื่อมีก็ฉันท์ ไม่มีก็ไม่ฉันท์ ที่ไหนเป็นวัดร้าง ไม่มีพระสงฆ์อยู่อาศัย ท่านก็จะไปพำนักอยู่ปฏิบัติธรรม เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป ท่านเป็นพระสงฆ์ที่คอยโปรดญาติโยมชาวบ้านทุกคน ที่เข้ามานมัสการท่านอยู่ตลอด

          พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแดนเหนือ "หลวงปู่ครูบาออ ปัณฑิโต" สิริอายุ 93 ปี แห่งสำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ อ.เชียง ดาว จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันวัตถุมงคลของท่านได้รับความนิยมอย่างมาก

           ตามประวัติท่านเป็นครูบาผู้เฒ่าที่มากด้วยวิชาขมังเวท เจ้าอาคมชาวไทยใหญ่ ปลีกตัว เร้นกายอยู่บนดอยสูงเพียงรูปเดียว

          "ครูบาออ" รูปนี้ท่านเป็นที่เคารพศรัทธาจากประชาชนรัฐไทยใหญ่มาก "เจ้าฟ้าแสงเชียง" เจ้าแผ่นดินรัฐฉานหรือไทยใหญ่ เป็นผู้สักสังวาลเพชรบนศีรษะท่านตอนอายุ 20 ปี เพราะโปรดที่ "นายออ" ตอนนั้นเป็นทหารกล้า นำพากองทัพไทยใหญ่รบชนะข้าศึก โดยไม่เสียกำลังพลแม้แต่คนเดียว

             จากคำบอกเล่าของท่าน "เจ้าปิ่นยา" พระสังฆราชไทยใหญ่ เป็นผู้บวชให้ เมื่อบวชแล้วท่านศึกษาอักขระ ตำราเลขยันต์ฉบับหอคำหลวง เจนจบพุทธาคม จนได้รับการวางตัว เป็นพระมหาเถระองค์ต่อไป

           ท่านเรืองวิชาตั้งแต่เป็นสามเณร ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ถูกเกณฑ์เป็นทหารไทยใหญ่ รบกับพม่า ทั้งกองร้อยรบไม่เคยแพ้ เพราะก่อนรบท่านทำน้ำมนต์และสักกระหม่อมให้เพื่อนทหารสู้กับศัตรู ปรากฏว่า ปืนทหารพม่ายิงมาไม่ออกบ้าง ออกแต่ไม่ถูกบ้าง ลูกระเบิดตกใกล้ๆ ไม่ระเบิดบ้าง แม้ตอนนี้เจ้ายอดศึก ผู้นำไทยใหญ่ ก็เคารพนับถือท่านอย่างที่สุด

          เนื่องจากสำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะที่ "ครูบาออ" อยู่จำพรรษานั้น เป็นดอยสูง ไม่มีถนน ทั้งทางขึ้นดอยก็ลาดชัน รถยนต์ไม่สามารถขึ้นไปได้ สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งไฟฟ้า และน้ำประปาก็ไม่มี อาศัยเพียงน้ำฝน และแผงเซลล์รับแสงอาทิตย์ ศิษย์จะขึ้นไปกราบท่านต้องนำน้ำดื่มไปถวายเป็นขวดๆ ทั้งสำนักสงฆ์ก็ยังขาดเสนาสนะอีกมาก จึงมี ผู้ศรัทธาร่วมทำบุญสร้างทางขึ้นดอยกับหลวงปู่ครูบาออ แต่ยังมีไม่มาก
          ครูบาออบอกว่า อานิสงส์สร้างทางขึ้นดอยสู่องค์พระธาตุ เหมือนสร้างทางขึ้นสวรรค์ สร้างวิมาน สร้างบารมีใหญ่ เดินทางปลอดภัย ขึ้นเหนือได้โชค ลงใต้ได้ลาภเป็นมหาเศรษฐีในเร็ววัน เป็นใหญ่เหนือคน ไม่จน ไม่เจ็บ ตายไปเกิดบนสวรรค์ชั้นฟ้า ลงมาเป็นมนุษย์ จะถึงพร้อมด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติมหา ศาล มีอานิสงส์เหลือคณานับ



















ประวัติ หลวงพ่อโอด วัดจันเสน ต.จันเสน อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์


ประวัติ พระครูนิสัยจริยคุณ วิสุทธิ์ ปัญญาธโร (หลวงพ่อโอด)
เจ้าอาวาสวัดจันแสน เจ้าคณะอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์


ชาติภูมิ

พระครูนิสัยจริยคุณ ฉายา ปัญญาโร นามเดิมชื่อ วิสุทธิ์ นามสกุล แป้นโต แต่ชาวบ้านทั่วไปนิยมเรียกท่านว่า "หลวงพ่อโอด" ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒๘ เดือน ธันวาคม ๒๔๖๐ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง ณ บ้านเลขที่ ๑๐๓ หมู่ที่ ๗ (บ้านหัวเขา) ตำบลตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ บิดามารดาของท่านชื่อ นายชิต นางต่วน แป้นโต มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม ๗ คนคือ
๑. นายดำ แป้นโต ถึงแก่กรรม
๒. นางหนู เกรียงไกรเพชร ถึงแก่กรรม
๓. นายกุหลาบ แป้นโต ถึงแก่กรรม
๔. นางพยอม แป้นโต ถึงแก่กรรม
๕. พระครูนิสัยจริยคุณ ถึงแก่กรรม
๖. นางหลอม แป้นโต ถึงแก่กรรม
๗. นายออน แป้นโต ถึงแก่กรรม

การศึกษาเบื้องต้น

ท่านสำเร็จการศึกษา วิชาสามัญประถมบิริธูรณ์ จากโรงเรียนวัดหัวเขา อำเภอตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์

อุปสมบท

เมื่อวันเสาร์ แรม ๗ ค่ำ เดือน ๖ ปีขาล ตรงกับวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๔๘๑ ณ พระอุโบสถ วัดหัวเขา อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ โดยมี
๑. พระธรรมไตรโลกาจารย์ (ยอด) วัดเขาแก้ว อำเภอพยุหะคีรี เป็นพระอุปัชฌาย์
๒. พระครูนิปุณธรรมธร วัดตาคลี เป็นพระกรรมวาจาจารย์
๓. พระครูพิพัทธศีลคุณ วัดหัวเขาตาคลี เป็นพระอนุสาวนาจารย์

วิทยฐานะ

พ.ศ. ๒๔๘๔ สอบได้นักธรรมเอก จากสำนักเรียนวัดมหาพฤฒาราม เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ

งานด้านปกครอง

๑) พ.ศ. ๒๔๘๙ เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดหนองสีนวล อำเภอ ตาคลี จังหวัดนครสวรรค์
๒) พ.ศ. ๒๔๓๙ ทางคณะสงฆ์ได้ย้ายท่านให้มารักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดจันแสน
- ๒๔ มิถุนายน ๒๔๙๓ ได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าอาวาสวัดจันแสน
- ๒๖ มิถุนายน ๒๔๙๓ ได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าคณะตำบลจันแสน
- ๒๖ มีนาคม ๒๔๙๖ ได้รับแต่งตั้งเป็น พระอุปัชฌาย์และเป็นศึกษาอำเภอตาคลี
๓) พ.ศ. ๒๕๑๐ ได้รับแต่งตั้งเป็น รองเจ้าคณะอำเภอตาคลี
๔) พ.ศ. ๒๕๑๖ ได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าคณะอำเภอตาคลี
สมณศักดิ์

๑) พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรชั้น ตรี
๒) พ.ศ. ๒๕๑๐ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรชั้น โท
๓) พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรชั้น เอก
๔) พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรชั้น พิเศษ

ด้านการศึกษาของภิกษุ-สามเณร

- เป็นครูสอนนักธรรม ของวัดดอนยานนาวา เขตยานนาวา กรุงเทพฯ (ในสมัยที่พระอาจารย์กึ๋น เป็นเจ้าอาวาสวัดดอนฯ)
- เป็นครูสอนนักธรรม วัดหัวเขา และวัดหนองสีนวล อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์
- เป็นเจ้าสำนักเรียนวัดจันแสน
- เป็นกรรมการตรวจประโยคธรรมสนามหลวง

ความสัมพันธ์กับหลวงพ่อรุ่ง และหลวงพ่อเดิม

หลวงพ่อโอด ท่านมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อรุ่ง แห่งวัดหนองสีนวลและหลวงพ่อเดิม แห่งวัดหนองโพ สองพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของอำเภอตาคลี ในฐานะที่เป็นหลานที่ใกล้ชิด กล่าวคือ โยมพ่อของหลวงพ่อโอด คือ นายชิต แป้นโต เป็นน้องชายแท้ๆ ของหลวงพ่อรุ่ง วัดหนองสีนวล และแม่ของนายชิต แป้นโตและหลวงพ่อรุ่ง ก็เป็นพี่สาวโยมแม่ของหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ดังนั้นหลวงพ่อโอดท่านจึงเรียก หลวงพ่อรุ่ง และหลวงพ่อเดิมว่า "หลวงลุง"

การศึกษาด้านพุทธาคม

เมื่อท่านกลับจากการเป็นครูสอนนักธรรมที่วัดดอนยานนาว่าแล้ว ได้มาอยู่กับหลวงพ่อรุ่งที่วัดหนองสีนวล ซึ่งในระยะนี้เองที่ท่านได้ศึกษาวิชาอาคมต่างๆ จากหลวงพ่อรุ่ง โดยศึกษาคู่กับหลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร (พระครูวิจิตชัยการ) หลวงพ่อรุ่งได้เขี่ยวเข็ญ และพร่ำสอนท่านเป็นอย่างดี ซึ่งท่านได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ท่านเองได้ค่อยจะสนใจเรียนเท่าใดนัก แม้หลวงพ่อรุ่ง จะแสดงคุณวิเศษทางวิชาที่สอนให้ท่านดู ท่านก็ไม่ค่อยจะสนใจ จนหลวงพ่อรุ่งถึงกับเอ่ยปากต่อว่าท่านว่า ท่านเป็นพระหัวสมัยใหม่ สักวันหนึ่งจะต้องนึกถึงตัวท่านอยู่ศึกษาวิชากับหลวงพ่อรุ่ง จนกระทั่งหลวงพ่อรุ่งมรณภาพ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ท่านก็ได้รักษาการเจ้าอาวาสวัดหนองสีนวลต่อจากหลวงพ่อรุ่ง และในปีนี้เองชาวบ้านหนองสีนวล ชื่อนายอ๊อด ถูกลอบยิงด้วยปืนลูกซอง กระสุนฝังในทั้งเก้าเม็ด จะไปรักษาที่ไหนก็ไม่ได้ เพราะเป็นยุคปลายสงคราม ญาติๆ ของนายอ๊อด จึงได้นำร่างที่บาดเจ็บของนายอ๊อดมาไว้ที่ศาลาวัดหนองสีนวล แล้วนิมนต์ท่านให้ทำการรักษาด้วยความจำเป็น ท่านจึงต้องรักษาให้ตามที่เขาขอร้อง โดยก่อนที่จะลงมือรักษาท่านได้จุดธูปอธิษฐานต่อหลวงพ่อรุ่งว่า "หากหลวงลุงต้องการใช้วิชานี้คงอยู่สืบไป ก็ขอให้ทำการรักษานายอ๊อดให้หาย หากรักษาหายจะเริ่มเรียน วิชาที่สอนให้ทั้งหมด" เสร็จแล้วท่านจึงทำน้ำมนต์ตามที่ได้เรียนมา แล้วนำไปให้นายอ๊อดดื่มและพรมตามบาดแผลที่ถูกปืน หลังจากนั้นท่านจึงได้เข้าจำวัดจนเช้ามืด ท่านได้ยินเสียงเรียกว่า หลวงน้า หลวงน้าผมไม่ตายแล้ว ท่านจึงลุกออกมาดู ปรากฏว่าเป็นนายอ๊อด ที่ท่านได้รักษานั่นเองผลออกมาว่าลูกปืนที่ฝังอยู่ในตัวนายอ๊อดทั้ง ๙ เม็ดไหลออกมาทั้งหมด และบาดแผลก็สมานกันดี เลือดหยุดไหล เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาท่าน ดังนั้นท่านจึงหันมาศึกษาวิชาของหลวงพ่อรุ่ง ทั้งหมดอย่างจริงจัง

ส่วนหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ระยะที่ท่านอยู่หนองสีนวล ท่านได้ไปมาหาสู่กับหลวงพ่อเดิมเป็นประจำ และหลวงพ่อเดิม ท่านก็มาหนองสีนวลอยู่เป็นประจำซึ่งท่านก็ได้ศึกษาวิชาต่างๆ จากหลวงพ่อเดิม ทั้งที่วัดหนองโพและที่วัดหนองสีนวลต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ท่านได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดจันเสน หลวงพ่อเดิมท่านก็ได้ให้ทายกยิ้ม ทายกใหญ่วัดหนองโพ นำตำราต่างๆ ของหลวงพ่อเดิม ขึ้นรถไฟมาให้ท่านได้ศึกษาที่สัดจันเสนอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งหลวงพ่อเดิมมรณภาพในปี พ.ศ. ๒๔๙๔

จึงนับได้ว่า หลวงพ่อโอดท่านเป็นทั้งหลาน และเป็นทั้งศิษย์ ของสองพระเกจิอาจารย์ ที่โด่งดังและเกรียงไกรที่สุดของอำเภอตาคลีในยุคนั้น แต่มิใช่ว่าจะมีอาจารย์ที่ท่านได้ศึกษาทางพุทธาคม เพียงแต่หลวงพ่อรุ่ง และหลวงพ่อเดิม เท่านั้นก็ไม่ ที่ผู้เขียนรู้จากคำบอกของท่านเองยังมีอยู่อีก ๒ องค์คือ

- หลวงพ่อพรหม วัดช่องแคอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ยุค พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ท่านไปหาหลวงพ่อพรหมบ่อยๆ มาก ท่านบอกว่าท่านไปเรียนวิชากับหลวงพ่อพรหม แต่ท่านไม่ได้บอกว่าไปเรียนวิชาอะไร แต่ที่รู้ๆ หลวงพ่อพรหมรักใคร่ในตัวหลวงพ่อโอดมาก ถึงกับยอมมาปลุกเสกวัตถุมงคลให้ที่พระอุโบสถวัดจันเสน ซึ่งหลวงพ่อพรหมท่านไม่เคยยอมไปปลุกเสกนอกวัดช่องแคเลย

- หลวงพ่อเชน วัดสิงห์ ตำบลทับยา อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ท่านไปอยู่เรียนกับหลวงพ่อเขน ที่วัดสิงห์เลย ท่านบอกว่า ท่านไปเรียนวิชาทำตะกรุดซึ่งหลวงพ่อเชน ท่านเก่งมากในเรื่องการทำตะกรุดโทน

ดังนั้นจึงพอสรุปได้ว่า พระอาจารย์ที่หลวงพ่อโอด ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนไสยเวท พุทธาคม มีอยู่ ๔ องค์คือ

๑. หลวงพ่อรุ่ง วัดหนองสีนวล อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์
๒. หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์
๓. หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์
๔. หลวงพ่อเชน วัดสิงห์ ตำบลทับยา อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

ด้านวิปัสนากรรมฐาน
หลวงพ่อโอดท่านเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านการปฏิบัติมาก ท่านศึกษามาจาก หลวงพ่อรุ่ง ต่อมาท่านได้ไปศึกษาต่อที่สำนักวิปัสนากรรมฐาน วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ และต่อมาในปี ๒๕๐๕ ท่านได้ไปศึกษาต่ออีกที่วิเวกอาศรม จังหวัดชลบุรี จนท่านมีความชำนาญ และมีพลังจิตที่กล้าแข็ง สามารถล่วงรู้เหตุการณ์ในอดีต และในอนาคตอย่างแม่นยำ ในระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ท่านได้เปิดสำนักสอนวิปัสนากรรมฐานขึ้นที่วัดจันเสน โดยท่านเป็นผู้สอน และในระยะเวลาที่เข้าพรรษาท่านจะนั่งปฏิบัติของท่านติดต่อกัน๗ วัน โดยไม่ลุกออกมาจากกุฏิเลย ผมในวัยที่ท่านชราภาพและป่วยก็จะปฏิบัติของท่านอยู่เสมอ ในตอนกลางคืนและตอนเช้ามืด แม้จะป่วยอยู่ในโรงพยาบาลก็ตาม
มีเมตตาสูงยิ่ง

หลวงพ่อโอดท่านเป็นพระที่มากด้วยเมตตา ท่านตัดแล้วซึ่งโกรธ โลภ หลง วันหนึ่ง ๆ ท่านจะนั่งคอยรับแขก อยู่ทั้งวัน ใครมีเรื่องทุกข์ร้อนใจไปหาท่าน ท่านก็จะให้คำแนะนำที่ดีแก่เขาเหล่านั้น ไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะเป็น คนรวย คนจน ท่านอนุเคราะห์ให้แก่เขาเหล่านั้นเสมอกันทุกคน มีบางคนขึ้นไปขอเงิน ขอข้าวของต่างๆจากท่าน ท่านก็ให้โดยมิได้หวงแหน บางคนนำของมาเสนอขายให้ท่าน ท่านก็ซื้อไว้ทั้งที่รู้ว่าเป็นของไม่ดี เช่นนำพระเครื่อง พระบูชา มาให้ท่านเช่า ท่านก็มีเมตตาเช่าไว้ โดยท่านพูดว่า เมื่อชาติก่อนติดค้างเขาไว้ ชาตินี้เขาจึงต้องตามมาทวงคืน ให้ๆ เขาไปเถิดจะได้ไม่ต้องติดค้างกันอีก ในการพูดคุยกับญาติโยมที่มาหาหรือว่ากล่าวใคร ท่านยิ้มอยู่เสมอ แม้แขกมานั้นจะจู้จี้ พูดมาก จนน่าเบื่อเพียงแค่ไหน ท่านก็ไม่มีอาการให้เห็นว่าท่านรำคาญหรือรังเกียจเขาเหล่านั้น แต่จะยิ้มเสมอ ผู้เขียนยังไม่เคยเห็นท่านแสดงอาการโกรธ หรือดุด่าว่ากล่าวใครเลย นับว่าท่านมีเมตตาสูงยิ่ง

อาพาธและมรณภาพ

หลวงพ่อโอดท่านป่วยด้วยโรคเบาหวานมานานนับสิบๆปี แต่ท่านก็ใช้พลังจิตของท่าน ข่มกลั้นความเจ็บป่วยนั้นมาตลอด ไม่หนักหนาจริงๆ ท่านจะไม่ยอมให้พาท่านไปโรงพยาบาลเลย จนบั้นปลายของชีวิต อาการเบาหวานของท่านกำเริบมาก จนเท้าของท่านบวมอยู่ตลอดเวลา คณะกรรมการวัดและศิษย์ของท่าน ก็นำท่านไปรักษาที่กรุงเทพฯ บ้าง ที่บ้านหมี่บ้าง แต่ท่านเองก็ไม่ค่อยจะยอมไปเพราะท่านเกรงใจเขาเหล่านั้นที่จะต้องมาเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาท่าน จนครั้งหลังสุดอาการเบาหวานของท่านกำเริบมากจนไตไม่ทำงาน ต้องนำเข้าโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ เพื่อล้างไต เมื่ออาการดีขึ้นท่านก็ขอให้ท่านกลับวัด มาอยู่จันเสนได้ไม่นานอาการของท่านทรุดลงอีก คณะศิษย์จึงนำท่านไปรักษาที่โรงพยาบาลบ้านหมี่ ท่านอยู่ที่โรงพยาบาลบ้านหมี่ได้ไม่นาน ท่านก็มรณภาพด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๓๒ เวลา ๒ ทุ่มเศษ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ซึ่งเป็นวันอาสาฬบูชา ประชนชนชาวจันเสนและใกล้เคียง ต่างเศร้าโศกเสียใจ อาลัยในมรณภาพของท่านมาก ทางคณะกรรมการวัดได้เคลื่อนศพของท่านจากโรงพยาบาลบ้านหมี่ มายังวัดจันเสน มีประชาชนเข้าร่วมขบวนแห่มากมายเป็นประวัติการณ์ปัจจุบันร่างของท่านยังอยู่ที่ตึกนิสิตสามัคคี เปิดให้ประชนชนทั่วไปได้สักการบูชาทุกๆ วัน สิริรวมอายุได้ ๗๒ ปี ๖ เดือน ๑๙ วัน ๕๐ พรรษา
มาถึงวัตถุมงคลบางส่วนของท่านนะครับ เริ่มต้นด้วย พระปิดตา รุ่นแจกทาน พระรุ่นนี้เนื้อหามวลสารดีมากๆ เจตนาการสร้างก็ดีมากๆเช่นกัน หลวงพ่อโอดท่านเต้มใจเสกให้เป็นอย่างดี จำนวนสร้างมากพอสมควร ยังพอพบเห็นได้ตามสนามโดยทั่วไปครับ ราคาก็ไม่สูงมากนัก ยังหยิบได้สบายๆครับ แถมห้อยเดี่ยวได้สบายๆเช่นกัน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.oknation.net/

ประวัติ หลวงปู่ ต่างๆ


ประวัติ หลวงปู่ พระเกจิ ต่างๆ


  หลวงพ่อนิยม(แกะ) และ (พระอาจารย์กบ) วัดตะเคียนเตี้ย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
  หลวงพ่อรัตน์ อตฺตสาโร  วัดป่าหวาย ต.หนองบัว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง





























ประวัติ หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม วัดเทพสิงหาญ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี


เจ้าอาวาสวัดเทพสิงหาญ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี


วัดสิงสิงหาญเป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่บ้านสะพือ หมู่ 4 ต.สะพือ อำเภอตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดนี้ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๕ มีพื้นที่ ๖ ไร่ ๒งาน ๙๑ ตารางวา จดที่นาทั้ง 4 ทิศ
มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบ คือ
   1  ญาท่านอุต (อุตตะมะ) พ.ศ. ๒๓๔๕-๒๓๙๕
   2  ญาท่านสีดา พ.ศ.๒๓๙๕-๒๔๕๐
   3  ญาท่านพู พ.ศ.๒๔๕๐ -๒๔๖๐
   4  ญาท่านบัณฑิต พ.ศ. ๒๔๖๐-๒๔๗๘
   5  ญาท่านโทน ๒๔๗๘-๒๔๙๒
   6  สมเด็จตัน พ.ศ.๒๔๙๒-๒๔๙๓
   7  ญาท่านกัมฐานแพง ๒๔๙๔-๒๕๐๙
   8  หลวงปู่บัวศรี พ.ศ.๒๕๑๐-๒๕๓๖
   9  พระครูสถิตธรรมมงคล (หลวงปู่อ่อง ฐิตธรรมโม ) พ.ศ. ๒๕๓๖จนถึงปัจจุบัน
            ผู้เขียนได้สอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ หลายท่านได้ทราบพอสังเขป ว่าวัดสิงหาญ นี้ตั้งราวพ.ศ. ๒๓๔๕ โดยญาท่านอุตตะมะ(อุต) เป็นผู้ก่อตั้งมีความเป็นมา คือญาท่านอุต ได้ย้ายมาจากฝั่งขวาแม่น้ำมูลไม่ทราบว่าบ้านไหน ได้บวชเป็นพระมาบ้านสะพือ ญาท่านอุต บอกว่าถ้าจะให้จำพรรษาอยู่ที่นี่ก็จะเอาพ่อแม่มาด้วย ชาวบ้านตกลงจึงได้อบพยบครอบครัวมาตั่งถิ่นฐานอยู่บ้านสะพือชาวบ้านจัดสรรที่ทำมาหากินให้มีไร่นาสวนพออยู่พอกิน ส่วน ญาท่านอุตนั้น
        ได้มาตั้งสำนักสงฆ์อยู่ที่ป่าทางทิศใต้ บ้านห่างจากหมู่บ้าน ประมาณ ๑ กิโลเมตร วัดศรีสุมัง (โนนวัดทุกวันนี้ปัจจุบันกลายเป็น สระน้ำสาธารณะ) ชาวบ้านเห็นว่าการนำภัตตาหารเช้าเพลลำบาก เพราะไกลหมู่บ้านจึงได้ย้ายวัดใหม่มาตั้งที่ริมหมู่บ้านทางทิศใต้ ป่าตรงนี้เรียกว่า ป่าหนองแก่นช้างชาวบ้านได้ช่วยกันถากถาง สร้างกุฏิขึ้นให้พระอาศัย ญาท่านอุต จึงมาจำพรรษาอยู่ที่นี่ราว พ.ศ. ๒๓๔๕ เรียกชื่อวัดนี้ว่า วัดสิงหาญ ตราบเท่าทุกวันนี้
       ท้าวลุน เจ้าปู่สมเร็จลุนบิดาชื่อ พ่อเซียงหล้า มารดาชื่อ แม่คำบู่ เจ้าปู่สำเร็จลุนเกิดปีฉลู พ.ศ. 2370
        ณ บ้านหนองคำไฮ ต.เวินไซ เมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก ขณะนั้นแขวงจำปาสัก อยู่ในการปกครองของประเทศไทย
        เจ้าปู่สำเร็จลุน และญาท่านสีดา เป็นพระภิกษุรุ่นเดียวกันได้มาบวชอยู่ที่วัดเทพสิงหาญ โดยการนำพาของญาท่านอุตตะมะ ซึ่งมีศักดิ์เป็น อา” (ลูกของพี่ชาย)  ท่านเป็นปรมจารย์ใหญ่ รุ่นแรก เป็นผู้มีฤทธิ์เดช วิชา มีตำราต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรลุนและอุปสมบทเป็นพระ แต่ หลวงปู่ลุน นั้นไม่สนใจทางวัดฉันข้าวเสร็จไม่ทำอะไร เอาแต่อ่านตำรา นั่งภาวนาอย่างเดียว ญาท่านอุตตะมะ เมื่อเห็น อย่างนี้แล้ว ท่านจึงบอก หลวงปู่ลุนว่าถ้าชอบภาวนาอย่างเดียว เจ้าก็ออกไปอยู่ป่าเสียหลวงปู่ลุน ก็เลยออกไปอยู่ป่า ออกไปอยู่ในป่านานประมาณ 20-30 ปีจึงกลับมาวัดครั้งหนึ่ง 
         การปฎิบัติธรรมก็ดีขึ้นเรื่อยๆเป็นพระอาจารย์ ที่มีคนบูชานับถือมากขึ้น ไปกราบไหว้ นมัสการขอให้ท่านพิจารณา จนชาวบ้านเรียกขานกันมาว่า สำเร็จลุน ต่อมาจากนั้นเจ้าปู่ สำเร็จลุน มาเป็นที่เลื่องลือว่าท่านเรืองฤทธิ์นั้นเพราะมี ฝรั่งได้มาทดสอบท่านโดยทำบุญแล้วเอาสุราใส่ กาน้ำมาถวายให้ พระเณรฉัน ฉันกันหมดแล้ว ฝรั่งเห็นก็ว่า พระทำไมดื่มสุรา ศาสนาพุทธพระทำไมดื่มสุรา ฝรั่งหาเรื่องว่าสำเร็จลุน ท่านจึงกล่าว” “นี่แหละ....ความยากของคน เขาเอามาให้กินก็กิน ให้กินอะไรก็กิน ให้ฉันอะไรก็ฉัน อย่าให้เขามาดูถูกได้แล้วท่านก็หันไปพูดกับฝรั่งว่า อ้า...เจ้าดูถูกศาสนาพุทธ เจ้าเป็นคนไม่ดี” ว่าเพียงนั้น ฝรั่งก็เลยหนีลงเรือกำปั่นเปิดเครื่องยนต์ เครื่องติด ปุด..ปุด..ปุด แต่เรือไปไหนไม่ได้อยู่กับที่ อยู่กับที่ วัน เรือไม่เดินไปไหน ทั้งๆที่เครื่องยนต์ติดเดินเครื่องไม่ได้ ฝรั่งเลยกลับมาหา สำเร็จลุนเอาน้ำมันก๊าดมาให้ 20 ปี๊บ และเอาเทียนไขใส่ปี๊บมาให้อีก 20 ปี๊บ มาขอ ขมาลาโทษท่าน ท่านพูดว่า มึงไม่รู้จักกูเท่านั้นท่านก็เอาเท้าแตะน้ำ 2 ครั้ง เรือกำปั่นก็ออกเดินได้ เจ้าปู่สมเด็จลุนมีอิทธิปาฏิหาริย์มากเหนือกว่าพระสงฆ์ใด ๆ ในยุคนั้น เช่น ล่องหนหายตัวได้ เดินข้ามแม่น้ำโขง ย่นระยะทางได้ แบ่งกายได้ เก็บหนังสือเข้าผูกโดยไม่ต้องดู เสกตัวเองเป็นนกเสกคนอื่นเป็นกุ้ง ฝ่าดงทากนับล้านตัวโดยไม่มีอันตราย แหวกลมแหวกฝนไม่เปียก สมเด็จลุนบิณฑบาตต่างประเทศและทั่วทุกแขวง ของประเทศลาวเสมอ ๆ
เจ้าปู่ สำเร็จลุน มรณภาพอย่างสงบเมื่อวันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2454 ตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ปีกุน สิริอายุ 84 ปี 64 พรรษา แห่ศพเจ้าปู่สมเด็จลุนจากวัดเวินไซไปยังที่ฌาปนกิจศพประมาณ 100 เมตร เป็นเวลา 7 วัน 7 คืน สถานที่ฌาปนกิจปัจจุบันมีต้นโพธิ์ใหญ่ 5 ต้น ซึ่งเกิดขึ้นมาหลังฌาปนกิจได้ 7 วันซึ่งเกิดขึ้น อย่างน่าอัศจรรย์ ชาวบ้านเวินไซ จึงตั้งชื่อวัดอีกวัดหนึ่งว่า วัดโพธิ์เวินไซ

         พระกรรมฐานแพง จันทสาโร ศิษย์เอกเจ้าปู่สมเด็จลุน เกิดวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2427 ตรงกับวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน11 ปีวอก เป็นชาวบ้านสะพือโดยกำเนิด บิดา ชื่อซาพิจิต (มา) พรหมสีใหม่ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอุปฮาด (อุปราช) เมืองตระการพืชผล มารดาชื่อ ผิวพรหมสีใหม่ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 7 คน ศรัทธาในศีลาจาวัตร เจ้าปู่สมเด็จลุน จึงได้ขออุปสมบทและศึกษาเวทย์วิทยาคมจากเจ้าปู่สมเด็จลุนจนแตกฉาน เห็นเหตุการณ์ที่เจ้าปู่แสดงธรรมตลอดระยะเวลาจนกระทั่ง เจ้าปู่สมเด็จลุนมรณ ภาพ เมื่อชราลงพระกรรมฐานแพง จึงได้ย้อนกลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดเทพสิงหาญ และมรณภาพเมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2509 สิริอายุ 82 ปี

 พระครูสถิตธรรมมงคล

       หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม ปรมจารย์ สายสมเด็จลุน ศิษผู้น้อง ญาท่านสวน วัดนาอุดม หรือนามเดิม อ่อง อัจฉฤกษ์ เกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2471 ตรงกับ วันพุธ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะโรง เกิดในสกุลอัจฉฤกษ์ โยมพ่อชื่อ พ่อคุณ โยมแม่ชื่อ แม่กอง มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 9 คน
ชื่อ นายทอง อัจฉฤกษ์ บุตรคนที่ 2 ชื่อ นางทอง บุตรคนที่ 3 ชื่อหลวงปู่ อ่อง ฐิตธัมโม บุตรคนที่ 4 ชื่อ นางสีดา บุตรคนที่ 5 ชื่อ นายจันทา บุตรคนที่ 6 ชื่อ นางทุมมา บุตรคนที่ 7 ชื่อ นางคำหล้า
บุตรคนที่ 8 ชื่อ นางวันนา บุตรคนที่ 9 ชื่อ นางนาไฮ้

         เด็กชายอ่อง อัจฉฤกษ์ เป็นเด็ก จิตใจโอบอ้อมอารี ชอบใฝ่เรียน ใฝ่รู้ อายุได้ 6 ขวบ มุ่งใฝ่หาธรรมะ ไม่สนใจทางโลก ชอบเข้าวัด ปฏิบัติธรรม พออายุได้ 9 ขวบ ได้ขอโยมพ่อโยมแม่ ไปเป็นเด็กวัด ฝากตัวเป็นศิษย์ หลวงปู่ กัมมัฏฐาน แพง จันทสาโร พออายุได้ 14 ปีได้บรรพชาเป็นสามเณร โดยมีพระครูพิศาลสังฆกิจ (หลวงปู่ ญาท่าน โทน กันตสีโล) เป็นผู้บรรพชาให้ จากนั้น ได้คอยอุปฐากเฝ้ารับใช้ หลวงปู่ กัมมัฏฐาน แพง จันทสาโร หลวงปู่จึงเกิดความเมตตาเอ็นดูสอน ภาษาบาลี อักษรขอมธรรม ลาวโบราณ ศึกษาวิชากรรมฐานเพื่อฝึกจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียว หวังหาทางหลุดพ้น ได้พอสมควรจนอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ พ.ศ. 2491  เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ ในบวรพระพุทธศาสนา โดยมีพระครู โสภิตพิริยคุณ ญาท่านฤทธิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสุนทรวิริยกิจ ญาท่าน ชู เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูสิริปุญญรักษ์ ญาท่านสวน เป็นพระอนุสาวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ฐิตธัมโม" แปลว่า ผู้มีจิตตั้งมั่นในธรรม

          พระภิกษุอ่อง ฐิตธัมโม เร่งฝึกจิต อบรมตนด้วยการฝึกนั่งสมาธิ บำเพ็ญจิตตภาวนา ในวิปัสสนากรรมฐานเป็นประจำ มิได้ขาดจากความเพียร มากน้อยบ้างตามจริตนิสัยและโอกาสอำนวยฝึกฝนอบรมจิต จนรวมเอกัคตารมณ์ จิตสงบรวม สู่ฐานสมาธิ หลีกหนีจากวัฏสงสารตามแนวทาง ผู้เป็นอาจารย์ จากนั้นได้ออกเดินธุดงค์ ค้นหาครูบาอาจารย์ ร่ำเรียนวิชา ศึกษาด้านพุทธาคม ได้ไปกราบสำเร็จตัน ญาท่านตู๋ 

          จากนั้นได้เดินธุดงค์ในแทบแม่น้ำโขงตามภูเขาน้อยใหญ่ต่างๆที่ใน ประเทศลาวและประเทศไทย ทั้งภาคเหนือภาคใต้ ผ่านภูเขาควาย เข้าภูมะโรง เพื่อฝึกฝนจิตใจ สมาธิ ให้แข็งแกรง ผ่านเข้าพรรษาที่ 10 อายุครบ 30 ปี ได้กลับไปเรียนวิชา จากกัมมัฏฐานแพง การเรียนสรรพวิชา เวทย์มนต์คาถาอาคมต่างๆ ในสายสำเร็จจลุน ญาท่าน กัมมัฏฐานแพง ท่านได้กล่าวว่า ผู้ที่จะเรียนวิชาในสายนี้ จะต้องถือสัจจะ คือเมื่อเรียนสำเร็จ จะต้องบวชไม่สึกจนกว่าชีวิตจะหาไม่ 
         วิชาที่ท่านได้ร่ำเรียน ได้แก่ มูลสังกจายน์ วิชา ธาตุ 4 นะมะพะทะ ดิน น้ำ ลม ไฟ นะโมพุทธายะ นะปัตตลอด หนุนธาตุ กลับธาตุ วิชาหุงนวด หุงปรอด และสุดยอดวิชา คือวิชาหุงหิน วิชาโบราณ ที่น้อยคนจะมีวาสนาร่ำเรียนวิชานี้สำเร็จได้ โดยการณ์ใช้ไฟ บริกรรมคาถาขับธาตุ ให้เกิดเป็นแร่กายสิทธิ์ มีพุทธานุภาพศักดิ์สิทธิ์ ครอบคุ้มเข้มขลังในตัว ตลอดจนหมดสิ้นวิชาที่เรียนได้รับตำรายันต์ ทำผง ตรีนิสิงเห ผงพุทธคุณ ผงมหาราช ผงปถมัง ผงอธิเจ เขียนเองลบเอง ปลุกเสก 
        ภายหลังเมื่อ พ.ศ. 2509 หลวงปู่ญาท่านกัมมัฏฐานแพง ได้มรณภาพลง วันที่ 26 กันยายน 2509 สิริอายุ 82 ปี จากนั้น หลวงปู่ อ่องได้ออกเดินธุดงค์ไป จนถึงปี พ.ศ. 2536 หลวงปู่ท่านได้กลับมาที่ วัดสิงหาญ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ด้วยศีลจริยธรรม อันงดงาม พ.ศ. 2550 ได้รับแต่งตั้งเป็น พระครูสถิตธรรมมงคล
          พระครูสถิตธรรมมงคล (หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม) ไม่ได้แสดงปาฏิหาริย์ ใดๆให้ญาติโยมเห็นเลย แต่ในเมื่อ สองสามปี มีคำกล่าวเล่า จากชาวบ้าน ที่ผ่านมาในขณะหลวงปู่นั่งรับแขกญาติโยมอยู่ที่ วัดสิงหาญ แต่ร่างหนึ่งสวดพระอภิธรรมอยู่ที่วัดทุ่งศรี เป็นหนึ่งใน 4 วัดของบ้านสะพือ อีกเรื่องคือใช้ วิชาย่นระยะทาง ปลุกเสก หุงหินในถ้ำภูมะโรง ประเทศลาว เป็นแร่เหล็กไหลกายสิทธิ์ แม้แต่หลวงปู่จอม นาคเสโน ยังกล่าวไว้ว่า มีเหลือเพียงผู้เดียว ที่เสกหินให้เป็นเป็นแร่กายสิทธิ์ ในปรมจารย์สายสมเด็จลุน 
          และในขณะนั่งประกอบพิธีในวัดแห่งหนึ่งในอำเภอพิบูลมังสาหาร ทั่วร่างกายแป็นประกายหลากสีเปล่งปลั่งอย่างน่าอัศจรรย์ แม้จะเป็นหนึ่งเดียวในสายพระอาจารย์ ใหญ่เจ้าปู่สำเร็จลุน ผู้มากด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ แต่ไม่เคยแสดงฤทธิ์เดชให้ใครเห็น ยกเว้นสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นเองในคราวจำเป็น หรือมีใครทดลอง เพราะได้รับคำแนะนำจากพระกรรมฐานแพง จันทสาโร ศิษย์ผู้ใกล้ชิดเจ้าปู่สมเด็จลุนที่จำได้ทุกตัวอักษร ว่า หากไม่มีเหตุจำเป็น อย่าแสดงแผงฤทธิ์เดชใดๆ (เสือซ่อนเล็บ)

         ปัจจุบัน หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม มีอายุได้ 83 ปี 63 พรรษา ท่านได้เมตตา ลูกศิษย์ ลูกหา ศาธุชนโปรดญาติโยม ไม่เลือกชั้นวรรณะ อยากดี มีจน สะเดาะเคาะต่อดวงชะตา (กลับดวง) เปลี่ยนยาจก เป็นเศรษฐี จารแผ่นยันต์ ตระกรุต เครื่องของขลัง ลงนะ หน้าทอง ลงน้ำเสือ น้ำมันช้าง ว่าน 108 จารกระหม่อน ซึ่งล้วนแล้วมีประสบการณ์ เมตตา โชคลาภ ร่ำรวย แคล้วคลาด ปลอดภัย อยู่ยงคงกระพัน มาแล้วทั้งสิ้น นิตยสาร พระเครื่องหลายฉบับได้ตี พิมท์ ออกวิทยุโทรทัศมาแล้ว ทั้งสิ้น จนชาวอุบลขนานนามท่าน ว่า เทพเจ้าแห่งความเมตตา

            ซึ่งในขนาดนี้ ทางวัดพระอุโบสถย์มีการทรุดโทรม ลงมากทาง และยังขาดการพัฒนาอีกหลายด้าน อาทิเช่นซุ้มประตูโขลง ศาลา แต่ทางวัดยังขาดปัจจัยจำนวนมาก หลวงปู่ พระเดช พระคุณ ท่านพระครูสถิตธรรมมงคล (หลวงปู่อ่อง ฐิตธัมโม)จึงเมตตา ให้มีการอนุญาตให้จัดสร้าง วัตถุมงคล รุ่นแรก (สร้างบารมี) อย่างเป็นทางการ เพื่อสมถบทุน บูรณะ พระอุโบสถย์ วัดสิงหาญ




ขอขอบคุณมูลจาก www.web-pra.com

ประวัติ หลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ จังหวัดลำปาง



หลวงพ่อเกษม เขมโก เดิมมีนามว่า เจ้าเกษม ณ ลำปาง ประสูติ เมื่อ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2455 ตรงกับวันพุธ เดือนยี่ (เหนือ) ปีชวด ร.ศ. 131 เป็นบุตรใน เจ้าน้อยหนู ณ ลำปาง (ภายหลังเปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็น มณีอรุณ) รับราชการเป็นปลัดอำเภอ กับ เจ้าแม่บัวจ้อน ณ ลำปาง และเป็นราชปนัดดาในมหาอำมาตย์โท พลตรีเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต เจ้าหลวงผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้าย

สมัยตอนเด็กๆมีคนเล่าว่าท่านซนมากมีอยู่ครั้งหนึ่งท่านปีนต้นบ่ามั่น(ต้นฝรั่ง)เกิดผลัดตกจนมีแผลเป็นที่ศีรษะ เมื่อท่านอายุได้ 13 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ซึ่งเป็นการบรรพชาหน้าศพ (บวชหน้าไฟ) ของเจ้าอาวาสวัดป่าดั๊ว 7 วันได้ลาสิกขาและท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรอีกครั้งเมื่ออายุ 15 ปีและจำวัดอยู่ที่วัดบุญยืน จังหวัดลำปาง ท่านได้ศึกษาด้านพระปรัยัติธรรมจนสามารถสอบนักธรรมชั้นโทได้ในปี พ.ศ. 2474 และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในปีถัดมา โดยมี พระธรรมจินดานายก เจ้าอาวาสวัดบุญวาทย์วิหาร อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำปาง เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้รับฉายาว่า "เขมโก" แปลว่า ผู้มีธรรมอันเกษม โดยพระภิกษุ เจ้าเกษม เขมโก ได้ศึกษาภาษาบาลีที่สำนักวัดศรีล้อม ต่อมาได้ย้ายมาศึกษาแผนกนักธรรมที่สำนักวัดเชียงราย


พ.ศ. 2479 ท่านสามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก ท่านเรียนรู้ภาษาบาลีจนสามารถเขียนและแปลได้ รวมทั้งสามารถแปลเป็นภาษามคธได้เป็นอย่างดี แต่ท่านไม่ยอมสอบเอาวุฒิ จนครูบาอาจารย์ทุกรูปต่างเข้าใจว่าพระภิกษุ เจ้าเกษม เขมโก ไม่ต้องการมีสมณะศักดิ์สูง ๆ เรียนเพื่อจะนำเอาวิชาความรู้มาใช้ในการศึกษาค้นคว้าพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาเท่านั้น
เมื่อสำเร็จทางด้านปริยัติธรรมแล้ว ท่านแสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญในด้านวิปัสสนา จนกระทั่ง ท่านทราบข่าวว่ามีพระเกจิรูปหนึ่งมีชื่อเสียงในด้านวิปัสสนา คือ ครูบาแก่น สุมโน ท่านจึงฝากตัวเป็นศิษย์ ท่านได้ตามครูบาแก่น สุมโน ออกท่องธุดงค์ไปแสวงหาความวิเวกและบำเพ็ญเพียรตามป่าลึก จนถึงช่วงเข้าพรรษาซึ่งพระภิกษุจำเป็นต้องยุติการท่องธุดงค์ชั่วคราวท่านจึงต้องแยกทางกับพระอาจารย์ และกลับมาจำพรรษาที่วัดบุญยืนตามเดิม พอครบกำหนดออก ก็ติดตามอาจารย์ออกธุดงค์บำเพ็ญภาวนา


ต่อมา เจ้าอธิการคำเหมย เจ้าอาวาสวัดบุญยืน มรณภาพลง ทางคณะสงฆ์ได้ประชุมกันเพื่อหาเจ้าอาวาสรูปใหม่และต่างลงความเห็นพ้องต้องกันเก็นควรว่า พระภิกษุ เจ้าเกษม เขมโก มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าอาวาส เมื่อท่านได้รับเลือกเป็นเจ้าอาวาสวัดบุญยืน ท่านก็ไม่ยินดียินร้าย แต่ท่านก็ห่วงทางวัดเพราะท่านเคยจำวัดนี้ ท่านเห็นว่าถือเป็นภารกิจทางศาสนาเพราะท่านเองต้องการให้พระศาสนานี้ดำรงอยู่ จึงยอมรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืน หลังจากนั้นท่านก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสหลายครั้งเนื่องจากท่านอยากจะออกธุดงค์ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ดังนั้น ท่านจึงออกจากวัดบุญยืนไปที่ศาลาวังทานพร้อมเขียนข้อความลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสไว้ด้วย
      หลวงพ่อเกษม เขมโก เป็นพระสายวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ยึดติดแม้แต่สถานที่ ท่านได้ปฏิบัติธรรม ณ สุสานไตรลักษณ์ตลอดชนชีพ เป็นพระที่เป็นที่เคารพสักการะของคนในจังหวัดลำปางและทั่วประเทศ ท่านปฏิบัติศีลบริสุทธิ์ตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่ติดยึดในกิเลสทั้งปวง หลวงพ่อเกษม เขมโก มรณภาพ ณ ห้องไอซียู โรงพยาบาลลำปาง จังหวัดลำปาง เมื่อเวลา 19.40 น. ของวันจันทร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2539 ซึ่งตรงกับวันแรม 11 ค่ำ เดือน 2 ยังความอาลัยเศร้าโศกเสียใจมายังหมู่สานุศิษย์ทั่วประเทศ ส่วนสรีระของท่านนั้นก็ยังความอัศจรรย์ด้วยเนื่องจากไม่เน่าเปื่อยเหมือนอย่างสังขารทั่วไป ทั้งยังเขียนป้ายบอกผู้ที่มาเคารพสรีระ ท่านด้วยว่าให้พนมมือไหว้ที่หน้าอกเพียงครั้งเดียวแล้วไม่ต้องกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์อย่างศพของพระเถระทั่วไปนับว่าท่าน นั้นถือสมถะเป็นอย่างมาก